แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Movie แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Movie แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2552

MINI Coupe Concept

ปีที่ 50 หลังจากที่มินิออกสู่สายตาชาวโลกเป็นครั้งแรกและในวันนี้มันได้กลายเป็นแบรนด์ที่แข็งแกร่งโดยเฉพาะกับคนรุ่นใหม่ที่ต่างก็อยากได้เป็นเจ้าของ ล่าสุดในงานแฟรงเฟิร์ตมอเตอร์โชว์ที่ประเทศเยอรมนีมินิได้ออกต้นแบบในชื่อ Coupe Concept ซึ่งจะให้อารมณ์ความเป็นสปอร์ตมากยิ่งขึ้นพร้อมด้วยการนำเอาเทคโนโลยีทันสมัยเข้ามาใช้

บอดี้ดูสปอร์ตขึ้นอย่างเห็นได้ชัดแต่ยังคงในสไตล์ของมินิด้วยไฟหน้าขนาดใหญ่ กระจังหน้าโครเมี่ยมชิ้นยาวในทรงหกเหลี่ยม ด้านล่างมีช่องดักอากาศขนาดใหญ่ ไฟเลี้ยวรวมอยู่ในโคมของไฟหน้าและไฟตัดหมอกฝังอยู่ในกันชน บนฝากระโปรงหน้าคาดแถบสีขาวยาวลงมาถึงกระจังหน้าสื่อถึงความสปอร์ตให้รู้สึกได้ชัดเจน ขอบซุ้มล้อคาดไว้ด้วยแถบสีดำ มีระยะโอเวอร์แฮงก์หน้าหลังที่สั้นมากให้ความรู้สึกเหมือนกับรถโกคาร์ทตั้งแต่แรกเห็น ดีไซน์ทางด้านท้ายสปอร์ตเต็มพิกัด มีสปอยเลอร์อยู่ในระดับแนวเดียวกับหลังคาเพื่อสร้างแรงกดทางด้านท้าย กันชนท้ายชิ้นใหญ่และปลายท่อไอเสียคู่อยู่ในตำแหน่งตรงกลาง

จากการที่รุ่นนี้ออกแบบให้เป็นแบบ 2 ที่นั่งทำให้ด้านท้ายมีเนื้อที่บรรทุกของมากขึ้น โดยมีความจุอยู่ที่ 250 ลิตรหรือ 8.8 ตารางฟุต ฝากระโปรงท้ายเปิดออกได้กว้างโดยมีบานพับอยู่ด้านบนของสปอยเลอร์หลังคา เนื้อที่บรรทุกของจะอยู่ด้านหลังของเบาะนั่งซึ่งช่วยให้ง่ายในการที่จะหยิบของต่างๆโดยไม่จำเป็นต้องเปิดฝากระโปรงท้าย

ภายในให้อารมณ์ของความเป็นคอนแพ็คท์สปอร์ตคาร์ตั้งแต่เบาะนั่งแบบสปอร์ต พวงมาลัยแบบสามก้านพร้อมปุ่มควบคุมแบบมัลติฟังก์ชั่นให้คนขับควบคุมได้ทั้งเครื่องเสียงและการสื่อสารอื่นๆ อย่างง่ายดาย มาตรวัดรอบขนาดใหญ่วางตำแหน่งเอาไว้ตรงกลางด้านหลังพวงมาลัย ส่วนมาตรวัดความเร็วอยู่ตรงกลางแดชบอร์ด สำหรับนาฬิกา Chronoswiss แยกอยู่ด้านซ้ายและขวาของวัดรอบ ซึ่งเป็นแบบอนาล็อกและดิจิตอลสื่อให้เห็นถึงยุคสมัยที่แตกต่างกับวันเวลาที่ล่วงเลยเหมือนกับมินิ โดยจะเป็นนาฬิกาจับเวลาและอีกเรือนแสดงเวลาปกติในแบบคลาสสิก ส่วนสีและวัสดุที่ใช้อยู่ในภายในของต้นแบบคันนี้มาในแบบสปอร์ตคลาสสิก

ช่วงล่างใช้เทคโนโลยีทันสมัยให้ความรู้สึกเหมือนกับขับโกคาร์ทและเป็นเทคโนโลยีที่มีใช้อยู่ในมินิที่ออกจำหน่ายด้วยเช่นกัน



ที่มา : Mini

วันเสาร์ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2552

FERRARI 458 Italia

เฟอร์รารี่ส่งสปอร์ตตัวใหม่ในรุ่น 458 Italia ออกมาแทนรุ่น F430 จากฝีมือการดีไซน์ของพินินฟารีนา ซึ่งเป็นสำนักออกแบบชื่อดังในอิตาลี โดยสปอร์ตตัวใหม่จะไปอวดโฉมในงานแฟรงค์เฟิร์ตออโต้โชว์ประเทศเยอรมนีในปีนี้
สำหรับชื่อรุ่นของโมเดลใหม่จะมาจากความจุของกระบอกสูบและจำนวนสูบ ดีไซน์ตัวรถให้ความรู้สึกเร้าใจและน่าหลงใหลในทุกมุมมองพร้อมกับได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีมาจากฟอร์มูล่าวันและมีเป้าหมายในการลดแรงเสียดทานของชิ้นส่วนต่างๆในเครื่องยนต์รวมทั้งลดอัตราการสิ้นเปลืองให้ต่ำกว่าในรุ่น F430 ในขณะที่ได้เพิ่มขนาดและกำลังของเครื่องยนต์ให้สูงขึ้น อย่างไรก็ตามประสบการณ์ของเฟอร์รารี่ในสนามแข่งได้ถูกนำมาให้รู้สึกได้ในรุ่นนี้ ซึ่งไม่ใช่เพียงการถ่ายทอดเทคโนโลยีโดยตรงมาเท่านั้น แต่ได้รวมถึงอารมณ์ที่จะได้รับเมื่อได้นั่งอยู่หลังพวงมาลัยซึ่งจะต้องสัมพันธ์กันระหว่างคนขับและรถ ใน 458 Italia จะมากับนวัตกรรมใหม่ของพวงมาลัยและแดชบอร์ดซึ่งเป็นผลงานที่โดยตรงจากสนามแข่ง

ฝีมือการออกแบบของพินินฟารีนามีความสมบูรณ์ลงตัว ทำให้ตัวรถมีขนาดไม่ใหญ่เกินไป รูปทรงเป็นไปตามหลักแอโร่ไดนามิกส์ ตอกย้ำแนวความคิดที่ต้องการให้เรียบง่ายแต่มีประสิทธิภาพสูงและสำหรับรถเฟอร์รารี่ทุกรุ่นจะมีสไตล์ที่ได้ถูกวางแนวทางไว้อย่างชัดเจนสำหรับประสิทธิภาพในด้านของแอโร่ไดนามิกส์ ซึ่งรวมถึงในโมเดลใหม่นี้ด้วยเช่นกันโดยสามารถสร้างแรงกดได้ถึง 140 กก.ที่ความเร็ว 200 กม./ชม. ทางด้านหน้าจะเห็นช่องดักอากาศขนาดใหญ่สองข้างให้อากาศผ่านเข้าไประบายความร้อนหม้อน้ำและใต้พื้นรถจะถูกปิดให้ราบเรียบเพื่อลดการหมุนวนของอากาศ

เครื่องยนต์ใหม่แบบ V8 สูบ ขนาด 4,499 ซีซี. เป็นครั้งแรกที่เฟอร์รารี่ใช้การจ่ายเชื้อเพลิงแบบไดเร็กอินเจ็กชั่น ติดตั้งในตำแหน่งกลาง-ท้ายของตัวรถ ใช้ลูกสูบแบบเดียวกับตัวแข่งให้อัตราส่วนกำลังอัดอยู่ที่ 12.5:1 เพลาข้อเหวี่ยงถูกออกแบบพิเศษ เครื่องยนต์ใหม่ให้กำลังได้ 570 CV ที่ 9,000 รอบต่อนาที ทำให้ได้อัตราส่วนของกำลังที่ดีเยี่ยม 120 CV/ลิตร ซึ่งถือได้ว่าเป็นเกณฑ์มาตรฐานใหม่และไม่ใช่เฉพาะกับเฟอร์รารี่อย่างเดียวเท่านั้นแต่ยังรวมถึงรถอื่นๆในตลาดกลุ่มเดียวกันอีกด้วยและแรงบิด 540 Nm ที่ 6,000 รอบต่อนาที โดยแรงบิดกว่า 80% จะออกมาในรอบตั้งแต่ 3,250 รอบต่อนาที การส่งกำลังใช้เกียร์ dual-cluth 7 สปีด ทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม.ด้วยเวลาแถวๆ 3.3 วินาทีกับท็อปสปีด 325 กม./ชม.

เกียร์ dual-cluth 7 สปีด ช่วยเพิ่มสมรรถนะในขณะที่จะให้การเปลี่ยนเกียร์ที่นุ่มนวลแม้กระทั่งในช่วงกดคันเร่งจนสุด ทางทีมวิศวกรของเฟอร์รารี่ได้พัฒนาอัตราทดของเกียร์ให้เข้ากันกับกำลังและแรงบิดของเครื่องยนต์ใหม่ ทำให้ได้แรงบิดออกมาสูงในรอบเครื่องยนต์ที่ต่ำและให้ความเร็วที่สูงในท็อปเกียร์ ในส่วนของค่าไอเสียจะมีค่า CO2 ออกมา 320 กรัม/กม.และมีอัตราสิ้นเปลือง 13.7 ลิตร/100 กม. ในเรื่องของการลดน้ำหนักเป็นอีกหัวข้อที่ทีมวิศวกรของเฟอร์รารี่ให้ความสำคัญ โดยน้ำหนักตัวของ 458 Italia อยู่ที่ 1,380 กก. มีอัตราส่วนของน้ำหนักต่อกำลัง 2.42 กก./CV มีการกระจายน้ำหนักไปที่เพลาท้าย 58%

สำหรับแชสซีส์ได้ใช้โลหะหลายชนิดเช่นอัลลอยที่ใช้กับอากาศยานและรวมเข้ากับเทคนิคการผลิตอันก้าวหน้า ส่วนช่วงล่างหน้าเป็นแบบปีกนกคู่และด้านหลังแบบมัลติ-ลิงค์พร้อมกับใช้อัตราทดของพวงมาลัยแบบไดเร็ก นอกจากนี้ยังมีระบบ E-Diff และ F1-Trac (ควบคุมโดย ECU) ทำให้ได้อัตราเร่งเมื่อออกจากทางโค้งเร็วขึ้นอีก 32% เมื่อเทียบกับโมเดลเดิม ซึ่งทำงานอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพสูงและ ECU ยังควบคุมการทำงานของระบบเบรก ABS โดยจากความเร็ว 100-0 กม./ชม.ใช้ระยะทาง 32.5 เมตร

BMW X1 (2)

เครื่องยนต์มีออกมาให้เลือกทั้งเบนซินและดีเซล เริ่มจากรุ่น xDrive28i เป็นเครื่อง 6 สูบเรียง ขนาด 2,996 ซีซี. มีเทคโนโลยี VALVETRONIC และ double-VANOS ให้กำลัง 190 kW/258 hp ที่ 6,660 รอบต่อนาทีกับแรงบิด 310 Nm/228 lb-ft ที่ 2,600-3,000 รอบต่อนาที อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม.ทำได้ 6.8 วินาที ท็อปสปีด 205 กม./ชม.และมีออพชั่นเพิ่มท็อปสปีดขึ้นมาที่ 230 กม./ชม.

รุ่น xDrive23d เป็นเครื่องยนต์ดีเซล 4 สูบ ขนาด 1,995 ซีซี.พร้อมเทคโนโลยี BMW TwinPower Turbo และการจ่ายเชื้อเพลิงแบบคอมมอนเรลไดเร็กอินเจ็กชั่น ให้กำลัง 150 kW/204 hp ที่ 4,400 รอบต่อนาทีกับแรงบิด 400 Nm/295 lb-ft ที่ 2,000-2,250 รอบต่อนาที อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม.ทำได้ 7.3 วินาที ท็อปสปีด 205 กม./ชม.และมีออพชั่นเพิ่มท็อปสปีดขึ้นมาที่ 223 กม./ชม.

รุ่น xDrive20d เครื่องยนต์ดีเซล 4 สูบ ขนาด 1,995 ซีซี.กับเทคโนโลยีเทอร์โบ ระบบวาล์วแปรผันและการจ่ายเชื้อเพลิงแบบคอมมอนเรลไดเร็กอินเจ็กชั่น ให้กำลัง 130 kW/177 hp ที่ 4,000 รอบต่อนาทีและแรงบิด 350 Nm/258 lb-ft ที่ 1,750-3,000 รอบต่อนาที อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม.ทำได้ 8.4 วินาที ท็อปสปีด 205 กม./ชม.และมีออพชั่นเพิ่มท็อปสปีดขึ้นมาที่ 213 กม./ชม.

รุ่น sDrive20d ใช้เครื่องยนต์ดีเซล 4 สูบ ขนาด 1,995 ซีซี.พร้อมเทคโนโลยีเทอร์โบ ระบบวาล์วแปรผันและใช้การจ่ายเชื้อเพลิงแบบคอมมอนเรลไดเร็กอินเจ็กชั่น ให้กำลัง 130 kW/177 hp ที่ 4,000 รอบต่อนาทีและแรงบิด 350 Nm/258 lb-ft ที่ 1,750-3,000 รอบต่อนาที อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม.ทำได้ 8.4 วินาที ท็อปสปีด 205 กม./ชม.และมีออพชั่นเพิ่มท็อปสปีดขึ้นมาที่ 218 กม./ชม.

รุ่น xDrive18d ใช้เครื่องยนต์ดีเซล 4 สูบ ขนาด 1,995 ซีซี.พร้อมเทคโนโลยีเทอร์โบ ระบบวาล์วแปรผันและใช้การจ่ายเชื้อเพลิงแบบคอมมอนเรลไดเร็กอินเจ็กชั่น ให้กำลัง 105 kW/143 hp ที่ 4,000 รอบต่อนาทีและแรงบิด 320 Nm/236 lb-ft ที่ 1,750-3,000 รอบต่อนาที อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม.ทำได้ 10.1 วินาที ท็อปสปีด 195 กม./ชม.

รุ่น sDrive18d ใช้เครื่องยนต์ดีเซล 4 สูบ ขนาด 1,995 ซีซี.พร้อมเทคโนโลยีเทอร์โบ ระบบวาล์วแปรผันและใช้การจ่ายเชื้อเพลิงแบบคอมมอนเรลไดเร็กอินเจ็กชั่น ให้กำลัง 105 kW/143 hp ที่ 4,000 รอบต่อนาทีและแรงบิด 320 Nm/236 lb-ft ที่ 1,750-3,000 รอบต่อนาที อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม.ทำได้ 9.6 วินาที ท็อปสปีด 200 กม./ชม.


ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ xDrive ถูกนำมาใช้กับรถในเซกเมนต์นี้เป็นครั้งแรก ซึ่งเป็นการกระจายกำลังไปยังล้อหน้าและหลังแบบแปรผันที่มีประสิทธิภาพสูง โดยจะต่อกับระบบ DSC (Dynamic Stability Control) และระบบจัดการเครื่องยนต์พร้อมกับเซ็นเซอร์ที่ล้อเพื่อตรวจสอบอาการลื่นของล้อแม้เพียงน้อยนิด ระบบอันชาญฉลาดจะจัดการกระจายกำลังในอัตราส่วนที่เหมาะก่อนที่ล้อจะเกิดการลื่น

BMW X1 (1)

บีเอ็มดับเบิลยูขยายตลาดของโมเดล X เข้ามาในตลาดระดับคอมแพ็คท์ โดยยังคงคุณภาพและความหรูหราสะดวกสบายอยู่ในระดับพรีเมี่ยมพร้อมกับบรรจุเทคโนโลยีทันสมัยเอาไว้แบบเดียวกับรุ่นใหญ่ ซึ่งทำให้รถในกลุ่มนี้จะถูกยกมาตรฐานให้สูงขึ้น

บอดี้แบบ 5 ประตูดูสปอร์ตแบบเดียวกับโมเดล X ในรุ่นใหญ่ เส้นสายที่ใช้ตั้งแต่ด้านหน้า, ข้างและท้ายกลมกลืนทันสมัย ขนาดของตัวรถเล็กกว่าทั้งโมเดล X6, X5 และ X3 โดยมีความยาว 4,450 มม. และระยะห่างของฐานล้ออยู่ที่ 2,760 มม. ตรงซุ้มล้อใช้เส้นขอบในทรงเหลี่ยม กระจังหน้ายังคงรูปแบบที่เป็นเอกลักษณ์ของค่ายนี้ ไฟตัดหมอกฝังลึกเข้าไปในชนหน้าและอยู่ในตำแหน่งที่สูง ไฟหน้าออกแบบให้ลดการต้านลม ช่องดักอากาศด้านล่างของกันชนมีขนาดใหญ่และที่ขอบล่างใช้สีเงิน ไฟท้าย LED อยู่ในทรงตัว L และชายล่างของกันชนท้ายใช้สีเงินแบบเดียวกับด้านหน้า ส่วนไฟหน้าเป็นแบบ Bi-xenon

ดีไซน์ของภายในให้อารมณ์ความเป็นสปอร์ตและให้ภาพลักษณ์ในแบบของคนรุ่นใหม่ แผงหน้าปัดออกแบบให้กลมกลืนกับแผงข้างประตูช่วยให้ภายในดูกว้างขึ้นและมาตรวัดดูเรียบๆแต่ง่ายในการอ่านข้อมูล สำหรับคอนโทรลดิสเพลย์ของระบบ iDrive จะอยู่ตรงกลางแดชบอร์ด ตำแหน่งที่นั่งของคนขับที่อยู่สูงทำให้การมองเห็นทัศนวิสัยรอบๆตัวรถชัดเจนขึ้น คอนโซลกลางและแดชบอร์ดถูกดีไซน์มาเป็นพิเศษโดยคอนโซลกลางจะแยกพื้นที่ของฝั่งคนขับและผู้โดยสาร การควบคุมระบบปรับอากาศและเครื่องเสียงได้ออกแบบมุมให้หันหน้าไปทางคนขับเพื่อให้สะดวกในการใช้งาน

เบาะนั่งด้านหลังแยกพับได้ 40/20/40 ปรับพนักพิงหลังได้ 31 องศาและเมื่อปรับพับลงจะเพิ่มพื้นที่บรรทุกของด้านท้ายจาก 420 ลิตรเป็น 490 ลิตร แต่เมื่อพับเบาะหลังลงทั้งหมดจะมีเนื้อที่ให้ใช้งานถึง 1,350 ลิตร ส่วนพนักพิงของเบาะนั่งตรงกลางเมื่อแยกพับลงสามารถจะวางถุงกอล์ฟได้อย่างสบาย

วันศุกร์ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2552

เปอโยต์ 3008 Crossover (3)

ระบบช่วยเหลือในการขับขี่ไฮเทค ใช้งานง่ายซึ่งทำให้การขับขี่มีความปลอดภัยมากขึ้น โดยระบบ Head Up Display ที่อยู่บนกระจกด้านหน้าคนขับจะแสดงข้อมูลของความเร็วที่ใช้ การใช้ครุสคอนโทรลทำให้คนขับไม่จำเป็นต้องละสายตาจากถนน สำหรับระบบ Distance Alert จะใช้ควบคู่กับระบบ Head Up Display และเรดาร์พิเศษที่ติดตั้งอยู่ด้านหน้ารถเพื่อช่วยคนขับในการรักษาระยะห่างจากรถคันหน้า ส่วนระบบ Automatic Electric Parking Brake ช่วยเพิ่มความสะดวกมากขึ้น โดยจะทำงานเมื่อสตาร์ทเครื่องยนต์แล้วและเริ่มกดคันเร่งระบบจะปลดเบรกมือให้โดยอัตโนมัติและเมื่อปิดสวิทช์หยุดการทำงานเครื่องยนต์ระบบจะสั่งให้เบรกมือทำงานโดยอัตโนมัติอีกครั้ง ต่อมาคือระบบ Hill Assist ซึ่งจะให้รถหยุดนิ่งบนทางลาดชันเป็นเวลา 2 วินาทีหลังจากที่คนขับปล่อยเบรกและไปกดที่คันเร่ง ไฟหน้าแบบ Bi-Xenon ให้แสงสีน้ำเงิน-ขาวพร้อมด้วยการปรับระดับไฟหน้าอัตโนมัติเพื่อแก้ไขการมองเห็นทางด้านหน้าในขณะเลี้ยวและระบบ WIP Sound and WIP Plug โดยเป็นระบบเครื่องเสียงประกอบด้วย MP3 เครื่องเล่น CD และจุดต่อตรงบริเวณที่วางแขนสำหรับต่อกับเครื่องเล่นดิจิตอลและสามารถรวมกับออพชั่น Wip Plug เพื่อการควบคุมและการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ดิจิตอลแบบต่างๆโดยใช้พอร์ท USB โดยระบบมีลำโพงอยู่ 6 ตัวคือ ทวิตเตอร์ 2 ตัว, ลำโพงขนาด 165 มม. (15W) จำนวน 2 ตัวและลำโพง (wide band) 165 มม. (15W) อีก 2 ตัว จอดิสเพลย์ขนาด 7 นิ้ว (ความละเอียด 480x234 พิกเซล)

เครื่องยนต์สมรรถนะสูง ประหยัดน้ำมันและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมซึ่งมีออกมาให้เลือกถึง 6 เครื่อง เริ่มจากเครื่องยนต์ดีเซลขนาด 2.0 ลิตร HDi FAP:110 kW (150 bhp) ที่ 3,750 รอบต่อนาทีกับเกียร์แมนนวล 6 สปีดหรือจะเลือกกำลังสูงขึ้นมาที่ 120 kW (163 bhp) ใช้กับเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด (DW10CTED4 ML6C หรือ AM6C) เครื่องยนต์มีความจุกระบอกสูบ 1,997 ซีซี. ให้แรงบิดได้ 340 Nm ที่ 2,000 รอบต่อนาที ซึ่งเปอร์โยต์ได้ออกแบบใหม่ทั้งฝาสูบ, ระบบไอดีไอเสีย, จังหวะการจุดระเบิดและแคร้งเคส สมรรถนะที่ได้มาในระดับมาจากเทอร์โบและปั๊มจ่ายเชื้อเพลิงแรงดันสูงควบคุมด้วยอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งมีแรงดันสูงถึง 2,000 บาร์

เครื่องยนต์ดีเซลขนาด 1.6 ลิตร HDi FAP:80 kW (110 bhp) ที่ 4,000 รอบต่อนาทีกับเกียร์แมนนวล 6 สปีดหรือใช้เกียร์แมนนวลที่ควบคุมด้วยอิเล็กทรอนิกส์ 6 สปีด (DV6TED MCM หรือ MCP) เครื่องยนต์มีความจุกระบอกสูบ 1,560 ซีซี. แรงบิด 240 Nm ที่ 1,750 รอบนาที ใช้ระบบหัวฉีดไดเร็กอินเจ็กชั่นให้แรงดันสูงถึง 1,600 บาร์

ต่อมาเป็นเครื่องยนต์เบนซิน 1.6 ลิตร THP (Turbo High Pressure) 110 kW (150 bhp) ที่ 5,800 รอบต่อนาทีและแรงบิด 240 Nm ที่ 1,400 รอบต่อนาทีใช้กับคู่เกียร์แมนนวล 6 สปีดและอีกเครื่องคือ 1.6 ลิตร VTi Variable Valve Lift and Timing injection):88 kW (120 bhp) ที่ 6,000 รอบต่อนาทีและแรงบิด 160 Nm ที่ 4,250 รอบต่อนาที ส่งกำลังด้วยเกียร์แมนนวล 5 สปีด เครื่องยนต์มีระบบปรับวาล์วไอดีและไอเสียแบบแปรผันรวมทั้งมีระบบยกวาล์วไอดีแบบแปรผันซึ่งรับเทคโนโลยีมาจากระบบ VALVETRONIC ของBMW Group และทุกเครื่องยนต์อยู่ในมาตรฐาน Euro 5

เปอโยต์ 3008 Crossover (2)



ดีไซน์ของตัวรถมีความทันสมัย กระจังหน้าชิ้นใหญ่พร้อมด้วยแถบสีดำตรงไฟหน้าให้ความรู้สึกแบบตัวลุย ด้านท้ายใช้เส้นสายโค้งมน ประตูท้ายแยกเปิดได้เป็นสองชิ้นทำให้ง่ายในการขนของเข้าออก ตัวรถมีความยาว 4,365 มม. ระยะห่างของฐานล้อ 2,613 มม. ระยะโอเวอร์แฮงก์หน้า/หลัง 916/836 มม. กว้าง 1,837 มม.และสูง 1,639 มม. สำหรับภายในใช้วัสดุคุณภาพสูงในทุกๆส่วน มาตรวัดใช้พื้นสีดำและตัวเลขสีขาวและแดง มีจอแสดงข้อมูลต่างๆอยู่ตรงกลางระหว่างมาตรวัด ด้านบนของคอนโซลกลางเป็นปุ่มควบคุมระบบปรับอากาศและวิทยุและมีระบบ Head Up Display ให้คนขับมองเห็นข้อมูลต่างๆได้สะดวกขึ้น

ภายในห้องโดยสารกว้างขวางและสบายในขณะเดินทางไกล ผู้โดยสารด้านหลังมีพื้นที่วางขาที่กว้าง กระจกหน้ามีพื้นที่ 1.70 ตารางเมตรให้มุมมองที่กว้าง หลังคาเป็นกระจกสีเทาดำเพื่อจำกัดแสงที่จะส่องเข้ามาในห้องโดยสารมากเกินไป ส่วนแสงไฟสำหรับความสว่างตอนกลางคืนจะใช้โทนสีอุ่น เบาะนั่งให้ความนุ่มสบายและใช้ฟองน้ำที่หนา เบาะนั่งหน้าขยับเลื่อนได้ 190 มม.และปรับความสูงได้ 47 มม. ที่เก็บของมีให้ในหลายๆจุดเช่นตอนโซลกลางเก็บของได้ทั้งขวดน้ำขนาด 1.5 ลิตร, โทรศัพท์มือถือหรือกล้องถ่ายรูป, ด้านใต้พวงมาลัย, แผงข้างประตูและมีจุดต่อไฟ 12V ให้อีก 3 จุด ห้องเก็บของด้านท้ายปรับใช้งานได้หลายแบบและขยายพื้นที่ได้ด้วยการพับเบาะหลัง

วันพฤหัสบดีที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2552

เปอโยต์ 3008 Crossover

เปอโยต์ส่งครอสโอเวอร์ระดับคอมแพ็คท์ออกลุยตลาด ซึ่งได้วางตำแหน่งเอาไว้ระหว่างรถประเภท SUV, MPV และแฮทช์แบ็ก จะทำให้รองรับการใช้งานได้อย่างหลากหลายรูปแบบพร้อมด้วยการนำเทคโนโลยีทันสมัยและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมาใช้อีกด้วย