วันจันทร์ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2552

ซ่อม…ทำ…ไมล์ (2/2)

ไมล์ซ่อมได้…อย่าเพิ่งทิ้ง
ไมค์ ลำโพง เราไม่ทำ..... ที่นี่ชำนาญแต่ไมล์รถ


เปิดอกแบบที่ไม่เคยเปิดเผยใครมาก่อน
ไม่สงสัยเมื่อเห็นอะไหล่ไมล์รถจำนวนมาก เฮียตุ่นบอกว่าการซ่อมขึ้นอยู่กับความเสียหายที่เกิด หากชิ้นส่วนภายในเสีย เช่น ชุดเฟืองที่มักแตกหรือรูด บางทีก็กรอบหมดสภาพไปตามเวลา แต่รถหลายรุ่นสามารถหาซื้ออะไหล่ใหม่เฉพาะตัวได้ตามย่านวรจักร ถ้าหากเสียหายมากและหาซื้ออะไหล่ตัวนั้นไม่ได้หรือรวมแล้วมีราคาแพงไม่คุ้ม ก็อาจใช้วิธีการสับชิ้นส่วนของคลังไมล์เก่าที่นี่ เอามาถอดแยกชิ้นส่วนดีๆ เปลี่ยนไปให้ลูกค้า หรือถ้าหนักกว่านั้นไม่สามารถหาอะไหล่ใหม่หรือเก่ามาทดแทนได้ ทีนี้ก็ต้องเป็นงานสร้าง หมายถึงการสร้างชิ้นส่วนนั้นขึ้นมาเอง เช่น ฟันเฟืองหรือบูชต่างๆ

รถรุ่นใหม่ หากจอไมล์เกิด “Error” ต้องใช้การอัพโปรแกรมเข้าไปใหม่ด้วยคอมพิวเตอร์ที่บรรจุซอฟท์แวร์สำหรับรุ่นนั้นไว้
หากเป็นไมล์รุ่นใหม่ที่ใช้อิเล็กทรอนิกส์ควบคุม จุดที่พบปัญหาหนีไม่พ้นบอร์ดควบคุม ถ้าเสียหายอาจถอดเปลี่ยนทั้งตัวหรือชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์พวกคาปาซิเตอร์, รีซิสเตอร์, ไดโอดหรือไอซี เสีย เสื่อมหรือไหม้ พวกนี้หาอะไหล่เทียบค่าได้ บ้านหม้อคือ แหล่งชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่ใหญ่ที่สุด

ในรถยนต์รุ่นใหม่ๆ ที่เป็นดิจิตอล บางครั้งจอไมล์อาจไม่เสียหาย แต่โปรแกรมที่รันระบบเกิดการ “Error” ซึ่งพบได้บ่อยครั้ง อาการคือ จอจะมืดสนิท ไม่ตอบสนองอะไรเลยทั้งมาตรวัดและแสงสว่าง แบบนี้ต้องถอดจอไมล์ออกมาแล้วอัพโปรแกรมใหม่เข้าไป ซึ่งต้องใช้คอมพิวเตอร์ที่ลงซอฟท์แวร์ของรถรุ่นต่างๆ เข้ามาจัดการ แน่นอนว่าต้องอัพเดทให้ทันในรถยนต์รุ่นใหม่ๆ

แต่ที่เป็นไฮไลท์ เฮียตุ่นบอกว่า บางครั้งการแก้ปัญหาเป็นเรื่องของเทคนิคส่วนตัว ที่จะต้องแก้ไขเป็นกรณีๆ ไป ทั้งหมดได้จากประสบการณ์และนี่จึงเป็น ‘กูรู’ เฉพาะทาง สมกับเป็น "Specialist" ของเราครับ..!


เปลี่ยนหลอดไฟ มีหลอดไฟวัตต์ตรงให้หรือต้องการเพิ่มความสว่างก็ทำได้

สายไมล์ใช้อะไหล่เกรดสูง เพื่อลดปัญหาที่อาจตามมาได้

พี่ตุ่น (สุชัย) พร้อมทีมงาน “ซ่อม-ทำไมล์” กับความชำนาญเฉพาะทางที่คลุกคลีกับการซ่อมและแก้ไขปัญหาเรือนไมล์รถยนต์มามากกว่า 9 ปี
ซ่อมทำไมล์
17/7 ใต้ทางด่วนแจ้งวัฒนะ ต.คลองเกลือ อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี
โทร.0-894-426-300

ซ่อม…ทำ…ไมล์ (1/2)

ไมล์ซ่อมได้…อย่าเพิ่งทิ้ง
ไมค์ ลำโพง เราไม่ทำ..... ที่นี่ชำนาญแต่ไมล์รถ

ขอเริ่มต้นด้วยด้วยคำที่ดูเหมือนจะกวนๆ “ซ่อมทำไมล์” เออ..! นั่นดิ แล้วทำไมต้องซ่อมทำไมล์??? ถ้าคุณขับรถมาหลักสี่ บนถนนแจ้งวัฒนะตรงเมืองทองธานี แล้วสังเกตดีๆทางซ้ายมือจะเห็นป้ายที่ชวนสงสัย บวกความกวนจิ๊บๆ อันนี้ “ซ่อมทำไมล์” ที่จริงก็พอจับทางถูกว่าที่นี่ต้องรับซ่อมแซมไมล์รถแน่ๆ แต่ถ้าให้ชัวร์ก็ต้องไปพิสูจน์กัน

แล้วก็ได้เรื่อง ‘เฮียตุ่น’ หรือพี่สุชัย หลิวสุวรรณกุล เถ้าแก่ซ่อม-ทำไมล์ รีบออกมาต้อนรับด้วยอัธยาศัยไมตรีที่ดี เมื่อเราถามว่าอืม...เฮียครับ ที่นี่ทำอะไร และก็ได้รับคำตอบว่า “ทำทุกอย่างที่เกี่ยวกับไมล์รถ” ประมาณว่าซ่อมได้ทุกอย่าง ทั้งไมล์อนาล็อกและดิจิตอล พร้อมกับบอกว่า “ไมล์ถ้าเสียอย่าเพิ่งทิ้ง เอามาซ่อมช่วยประหยัดเงินได้เยอะเลย บางทีถ้าเสียหายไม่มาก ยังประหยัดและทนทานกว่าของมือสองเสียอีก”


วิวัฒนาการเรือนไมล์รถยนต์ (บน) แบบอนาล็อกใช้กับรถเก๋าเก่า (ในมือ) มีอิเล็กทรอนิส์เข้ามาควบคุมเพิ่มขึ้น (ล่าง) ตัวเลขดิจิตอลในรถยนต์ปัจจุบัน

เฮียตุ่นยกเอาอาการต่างๆ ที่ลูกค้ามักพบปัญหา แล้วติดต่อมาใช้บริการ เราซ่อมได้ทั้งนั้น ไมล์เสีย, วัดรอบไม่ขึ้น, ตัวเลขไม่เดิน, สายไมล์ขาด, หลอดขาด, จอบอด, จอมัวหมอง, เกจ์วัดต่างๆ ไม่ทำงานและอื่นๆ

เรียนรู้วิวัฒนาการของไมล์รถยนต์
ต้องรู้จักและเข้าใจพื้นฐานก่อน เฮียตุ่นอธิบายถึงประเภทของไมล์รถว่าสามารถแบ่งได้ง่ายๆ เป็น 3 เจนเนอเรชั่น โดยเริ่มต้นจากระบบตัวเลขอนาล็อกที่ทำงานด้วยกลไกล้วนๆ ในรถสมัยก่อนระดับ 25-30 ปีที่แล้ว ยุคต่อมาทันสมัยขึ้นมีระบบไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์เข้ามาเกี่ยวข้อง แต่ยังใช้กลไกขับตัวเลขอนาล็อกอยู่ เพิ่งเลิกใช้กับรถยนต์ราว 10 ปีที่ผ่านมานี้เอง ล่าสุดเป็นจอไมล์แบบไฟฟ้า ควบคุมด้วยวงจรอิเล็กทรอนิกส์โดยไม่ใช้กลไกเลย ซึ่งมีทั้งใช้เข็มร่วมกับตัวเลขดิจิตอลและถ้าไฮเทคกว่านั้นจะเป็นตัวเลขดิจิตอลล้วนๆ บนจอ LCD ซึ่งเรือนไมล์ที่ใช้อยู่ในรถยนต์ก็พอจะแบ่งได้เพียงเท่านี้ เมื่อรูปแบบและเทคโนโลยีของไมล์รถเปลี่ยนแปลง การซ่อมแซม แก้ไขก็มีเทคนิคและวิธีที่แตกต่างกันไปด้วย ที่นี่รับงานได้ทั้งไมล์กลไกและดิจิตอลรุ่นใหม่ๆ


การเปลี่ยนชิ้นส่วนชุดเฟืองไมล์ในมาตรวัดอนาล็อก TOYOTA Hilux



ร้านหาง่ายตั้งอยู่ริมถนนใหญ่
ซ่อมทำไมล์
17/7 ใต้ทางด่วนแจ้งวัฒนะ ต.คลองเกลือ อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี
โทร.0-894-426-300

ซ่อม…ทำ…ไมล์ ตอนที่ 2 : http://iwavenews.blogspot.com/2009/10/2.html

MERCEDES-BENZ SLS AMG


ซูเปอร์สปอร์ตคาร์ไฮเทคซึ่งได้ผสมผสานความเป็นที่สุดในหลายๆด้านรวมทั้งยังมาในสไตล์ปีกนกหรือ Gullwing โดยความพิเศษไม่ได้เพราะใช้ประตูแบบปีกนกเท่านั้น แต่ยังมีการสร้างสรรค์รูปแบบที่จะเป็นความคลาสสิกในอนาคตและความมีเสน่ห์ดึงดูดสำหรับสปอร์ตคาร์ในศตวรรษที่ 21 อีกด้วย

ดีไซน์ของรุ่นนี้ใช้เส้นสายมาจากรุ่น 300 SL ซึ่งเป็นหนึ่งในงานดีไซน์ที่ทำชื่อเสียงให้กับเมอร์เซเดสอย่างมาก แนวเส้นสายจากฝาประโปรงหน้าถึงหลังคาอยู่ในแนวที่ต่ำ มีระยะห่างของฐานล้อหน้า-หลังที่ยาวและมีฐานล้อกว้าง ส่วนประตูแบบปีกนกไม่ใช่เพียงสิ่งเดียวที่ยังจำได้ใน 300 SL โดยยังรวมถึงกระจังหน้าที่กว้างพร้อมกับสัญลักษณ์ดาวดวงใหญ่ ช่องดักอากาศด้านหน้ามีถึง 6 ช่อง ไฟหน้าอยู่ในลักษณะแนวตั้งใช้ไฟต่ำแบบไบ-ซีนอนและไฟเลี้ยวแบบ LED ส่วนไฟท้ายใช้เทคโนโลยี LED เช่นกัน ซึ่งไฟท้ายอยู่ในรูปทรงแบบ wing ดูสวยงามในตอนกลางคืนและที่ถ่ายทอดมาจากสนามแข่งคือ diffuser สีดำที่แทรกอยู่และปลายท่อไอเสียคู่ทรงเหลี่ยม สปอยเลอร์รวมอยู่กับฝากระโปรงท้ายและจะเคลื่อนตัวออกมาอัตโนมัติเมื่อถึงความเร็ว 120 กม./ชม.

เมื่อเปิดประตูปีกนกจะเข้าไปนั่งบนเบาะทรงสปอร์ตได้อย่างง่ายดาย ดีไซน์ของภายในสะท้อนสไตล์แบบอากาศยานซึ่งช่วยให้คนขับควบคุมอุปกรณ์ต่างๆได้อย่างสะดวก ช่องแอร์ทรงกลมในกรอบสีเงินรวมอยู่กับแผงแดชบอร์ด มาตรวัดทรงกลมวัดผลความเร็วได้ถึง 360 กม./ชม. คอนโซลกลางเป็นที่ติดตั้งของระบบ APSmultimedia พร้อมจอแสดงผลขนาด 7 นิ้ว ซึ่งคอนโซลกลางดีไซน์ในแนวเดียวกับห้องนักบิน ประตูแบบปีกนกมีจุดเด่นตรงการเปิดได้กว้างทำให้เข้าออกได้สะดวก โดยสามารถเปิดออกเต็มที่ได้ถึง 70 องศา ต้องการพื้นที่ในการเปิดราว 1.5 เมตร ทางเมอร์เซเดสเคลมว่าประตูแบบนี้ต้องการพื้นที่ในการเปิดน้อยกว่าประตูของรถแบบคูเป้ทั่วไปเสียอีก สำหรับภายในให้ความรู้สึกไม่อึดอัดด้วยพื้นที่บริเวณไหล่ 1,483 มม. บริเวณข้อศอกไม่น้อยกว่า 1,606 มม. บริเวณศีรษะ 990 มม.และพื้นที่วางของคนขับอยู่ที่ 1,058 มม.

โครงสร้างของตัวรถน้ำหนักเบาและแข็งแรง โดยทั้งเฟรมและบอดี้ทำจากอะลูมิเนียม เมื่อเทียบกับการใช้เหล็กในแบบเดิมจะช่วยลดน้ำหนักลงได้อย่างมาก ทำให้รุ่นนี้มีน้ำหนักตัวอยู่ที่ 1,620 กก. โครงสร้างของบอดี้ถูกพัฒนาใหม่โดยใช้ส่วนประกอบแบบอะลูมิเนียมสเปซเฟรมทำให้ได้น้ำหนักที่เบาและแข็งแรง ซึ่ง 45% เป็นน้ำหนักของโครงสร้างอะลูมิเนียมสเปซเฟรม ส่วนอีก 31% เป็นของอะลูมิเนียมแผ่น อีก 20% เป็นของอะลูมิเนียมหล่อและอีก 4% เป็นเหล็ก ตัวบอดี้มีน้ำหนัก 241 กก.

เครื่องยนต์ผลิตโดย Mercedes-AMG ขนาด 6.3 ลิตร V8 สูบ มีกำลัง 420 kW/571 hp ที่ 6,800 รอบต่อนาที มีอัตราส่วนของกำลังต่อน้ำหนัก 2.84 กก./hp ให้แรงบิดได้ 650 Nm ที่ 4,750 รอบต่อนาที อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. 3.8 วินาที ความเร็วสูงสุดถูกตัดเอาไว้ด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่ 317 กม./ชม. การส่งกำลังไปจนถึงเพลาท้ายผ่านเพลาขับน้ำหนักเบาพิเศษที่มีส่วนผสมของคาร์บอนไฟเบอร์แบบเดียวกับที่ใช้อยู่ในตัวแข่งทัวริ่งคาร์ DTM C-Class และส่งกำลังด้วย dual-clutch กับเกียร์ใหม่ AMG SPEEDSHIFT DCT 7 สปีด ทำให้เปลี่ยนเกียร์ได้อย่างรวดเร็วและคนขับสามารถที่จะเลือกโหมดการการขับขี่ได้อีก 4 โหมดคือ C (Controlled Efficiency), S (Sport). S+ (Sport Plus) หรือ M (Manual) ซึ่งทุกโหมดจะเลือกได้ที่ AMG DRIVE UNIT

ระบบเบรกคุณภาพสูงจาก AMG ซึ่งได้ถูกพัฒนาใหม่โดยมีส่วนประกอบของเซรามิกพร้อมกับจานเบรกขนาดใหญ่เพื่อความปลอดภัยสูงสุดพร้อมกับล้ออัลลอยน้ำหนักเบาทางด้านหน้าขนาด 9.5x19 นิ้วและล้อหลังขนาด 11.0x20 นิ้ว

Resources : Mercedes-Benz

วันอาทิตย์ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2552

PEUGEOT RCZ

เปอร์โยต์ส่งสปอร์ตสายพันธุ์ใหม่ออกแสดงตัวในงาน 2009 IAA ซึ่งก่อนหน้านี้ได้เคยออกมาในรูปแบบของต้นแบบและเปอร์โยต์ก็มีแผนในการผลิตออกจำหน่าย โดยเปอร์โยต์ประกาศว่าจะมีการผลิตออกมาในจำนวนจำกัด ซึ่งจำนวนแรก 200 คันจะผลิตสำหรับลูกค้าในยุโรปเป็นจำนวนเท่ากับที่เปอร์โยต์ครบรอบ 200 ปี

สปอร์ตคูเป้ 2+2 ที่นั่งรุ่นนี้ยังคงมีหลายๆส่วนที่เหมือนกับในต้นแบบเช่น หลังคาแบบ double bubble เสาหลังคาอะลูมิเนียมทรงโค้ง ส่วนของหลังคาเป็นสีดำและกระจกหลังชิ้นใหญ่ในสีเข้ม ส่วนภายในใช้วัสดุคุณภาพสูง ตำแหน่งของคนขับออกแบบให้เหมาะสมทั้งเบาะนั่งที่โอบกระชับและการควบคุมอุปกรณ์ต่างๆได้อย่างสะดวก มาตรวัดทรงกลมบนพื้นสีดำจัดวางตำแหน่งให้อ่านข้อมูลได้ง่าย ในภาคของความบันเทิงล้วนไฮเทคด้วยระบบมัลติมีเดีย 3D, ระบบไฮไฟของ JBL และการเชื่อมต่อกับพอร์ท USB

เครื่องยนต์ที่วางอยู่ใต้ฝากระโปรงอะลูมิเนียมมีออกมาให้เลือก 3 เครื่อง ทั้งหมดมีประสิทธิภาพสูงประหยัดน้ำมันและมีค่าไอเสียต่ำ โดยอยู่ในระดับ EU5 สำหรับเครื่องยนต์เบนซินแรกเป็นขนาด 1.6 ลิตร THP ทวินเทอร์โบ ใช้การจ่ายเชื้อเพลิงแบบไดเร็กอินเจ๊กชั่น มีระบบวาล์วแปรผันทั้งไอดีและไอเสีย (เทคโนโลยี VTi) ให้กำลังได้สูงสุด 200 bhp ที่ 5,800 รอบต่อนาทีและแรงบิดสูงสุด 188 ปอนด์-ฟุต ที่ 1,700 รอบต่อนาที (หรือ 203 ปอนด์-ฟุตเมื่อโอเวอร์บูสท์) อัตราเร่ง 80-120 กม./ชม. ทำได้ 6.5 วินาทีและจาก 0-100 กม./ชม. ทำได้ 7.6 วินาที

เครื่องขนาด 1.6 ลิตร THP เบนซิน เทอร์โบ ไดเร็กอินเจ็กชั่น มีกำลัง 156 bhp ที่ 5,800 รอบต่อนาทีกับแรงบิด 177 ปอนด์-ฟุต ที่ 1,400 รอบต่อนาที ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด

สุดท้ายเป็นเครื่องยนต์ดีเซลขนาด 2.0 ลิตร HDi ให้กำลัง 163 bhp ที่ 3,750 รอบต่อนาที แรงบิด 251 ปอนด์-ฟุต ที่ 2,000 รอบต่อนาที โดยมีเทคโนโลยี ECCS (Extreme Conventional Combustion System) เพื่อให้การเผาไหม้สมบูรณ์ยิ่งขึ้นและใช้หัวฉีดเชื้อเพลิงที่แรงดันสูงถึง 2,000 บาร์ การส่งกำลังใช้เกียร์แมนนวล 6 สปีด

ช่วงล่างด้านหน้าเป็นแบบแมกเฟอร์สันสตรัทและด้านหลังแบบทอร์ชั่นบีม ซึ่งปรับปรุงเป็นพิเศษสำหรับรุ่นนี้และสำหรับ Platform Two ที่ใช้กับรุ่นนี้เมื่อเทียบกับรุ่นอื่นๆที่ใช้แฟลทฟอร์มแบบเดียวกันจะเห็นว่ามีจุดศูนย์ถ่วงต่ำลงอีก 40 มม. ความสูงจากพื้นต่ำลง 20 มม. ฐานล้อหน้ากว้างขึ้นอีก 54 มม.และด้านหลังกว้างขึ้น 72 มม. ช็อคอับเซ็ตใหม่สำหรับรุ่นนี้พร้อมกับมีล้อให้เลือกในขนาด 18 และ 19 นิ้ว ระบบเบรกใช้ดิกส์หน้าขนาด 302 มม.แบบมีช่องระบายความร้อนและหน้า 26 มม. (ในรุ่นที่ใช้เครื่องยนต์ 200 bhp มากับเบรกขนาด 340x20 มม.) และทุกรุ่นใช้ดิสก์เบรกหลังขนาด 290x12 มม.

สำหรับระบบช่วยเหลือต่างๆมีมาให้ทั้งระบบ Hill Assist, dynamic stability control (DSC), electronic brake force distribution (EBFD) และ emergency brake assist (EBA)


ที่มา : Peugeot

MINI Coupe Concept

ปีที่ 50 หลังจากที่มินิออกสู่สายตาชาวโลกเป็นครั้งแรกและในวันนี้มันได้กลายเป็นแบรนด์ที่แข็งแกร่งโดยเฉพาะกับคนรุ่นใหม่ที่ต่างก็อยากได้เป็นเจ้าของ ล่าสุดในงานแฟรงเฟิร์ตมอเตอร์โชว์ที่ประเทศเยอรมนีมินิได้ออกต้นแบบในชื่อ Coupe Concept ซึ่งจะให้อารมณ์ความเป็นสปอร์ตมากยิ่งขึ้นพร้อมด้วยการนำเอาเทคโนโลยีทันสมัยเข้ามาใช้

บอดี้ดูสปอร์ตขึ้นอย่างเห็นได้ชัดแต่ยังคงในสไตล์ของมินิด้วยไฟหน้าขนาดใหญ่ กระจังหน้าโครเมี่ยมชิ้นยาวในทรงหกเหลี่ยม ด้านล่างมีช่องดักอากาศขนาดใหญ่ ไฟเลี้ยวรวมอยู่ในโคมของไฟหน้าและไฟตัดหมอกฝังอยู่ในกันชน บนฝากระโปรงหน้าคาดแถบสีขาวยาวลงมาถึงกระจังหน้าสื่อถึงความสปอร์ตให้รู้สึกได้ชัดเจน ขอบซุ้มล้อคาดไว้ด้วยแถบสีดำ มีระยะโอเวอร์แฮงก์หน้าหลังที่สั้นมากให้ความรู้สึกเหมือนกับรถโกคาร์ทตั้งแต่แรกเห็น ดีไซน์ทางด้านท้ายสปอร์ตเต็มพิกัด มีสปอยเลอร์อยู่ในระดับแนวเดียวกับหลังคาเพื่อสร้างแรงกดทางด้านท้าย กันชนท้ายชิ้นใหญ่และปลายท่อไอเสียคู่อยู่ในตำแหน่งตรงกลาง

จากการที่รุ่นนี้ออกแบบให้เป็นแบบ 2 ที่นั่งทำให้ด้านท้ายมีเนื้อที่บรรทุกของมากขึ้น โดยมีความจุอยู่ที่ 250 ลิตรหรือ 8.8 ตารางฟุต ฝากระโปรงท้ายเปิดออกได้กว้างโดยมีบานพับอยู่ด้านบนของสปอยเลอร์หลังคา เนื้อที่บรรทุกของจะอยู่ด้านหลังของเบาะนั่งซึ่งช่วยให้ง่ายในการที่จะหยิบของต่างๆโดยไม่จำเป็นต้องเปิดฝากระโปรงท้าย

ภายในให้อารมณ์ของความเป็นคอนแพ็คท์สปอร์ตคาร์ตั้งแต่เบาะนั่งแบบสปอร์ต พวงมาลัยแบบสามก้านพร้อมปุ่มควบคุมแบบมัลติฟังก์ชั่นให้คนขับควบคุมได้ทั้งเครื่องเสียงและการสื่อสารอื่นๆ อย่างง่ายดาย มาตรวัดรอบขนาดใหญ่วางตำแหน่งเอาไว้ตรงกลางด้านหลังพวงมาลัย ส่วนมาตรวัดความเร็วอยู่ตรงกลางแดชบอร์ด สำหรับนาฬิกา Chronoswiss แยกอยู่ด้านซ้ายและขวาของวัดรอบ ซึ่งเป็นแบบอนาล็อกและดิจิตอลสื่อให้เห็นถึงยุคสมัยที่แตกต่างกับวันเวลาที่ล่วงเลยเหมือนกับมินิ โดยจะเป็นนาฬิกาจับเวลาและอีกเรือนแสดงเวลาปกติในแบบคลาสสิก ส่วนสีและวัสดุที่ใช้อยู่ในภายในของต้นแบบคันนี้มาในแบบสปอร์ตคลาสสิก

ช่วงล่างใช้เทคโนโลยีทันสมัยให้ความรู้สึกเหมือนกับขับโกคาร์ทและเป็นเทคโนโลยีที่มีใช้อยู่ในมินิที่ออกจำหน่ายด้วยเช่นกัน



ที่มา : Mini