วันจันทร์ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2552

2010 PORSCHE 911 GT3 Cup



เวอร์ชั่นใหม่ของ 911 GT3 Cup เรซซิ่งคาร์ที่ประสบความสำเร็จในด้านยอดขายเมื่อมีการผลิตออกมาในแบบของโปรดักชั่นซีรี่ส์ด้วยจำนวนมากกว่า 1,400 คันและเป็นครั้งแรกที่ใช้พื้นฐานจากรุ่น 911 GT3 RS

บอดี้แม้มีการดีไซน์มาเป็นพิเศษแต่ก็ยังเอกลักษณ์ของ 911 ซึ่งจะเห็นได้จากไฟหน้า บอดี้ด้านหน้าเหมือนกับ 911 GT3 RS สปอยเลอร์หน้าเตี้ยลงอีก 15 มม. เพื่อช่วยสร้างแรงกดที่เพลาหน้า ส่วนแรงกดที่เพลาหลังมาจากการขยายวิงก์ด้านท้าย 1,430 มม.เป็น 1,700 มม. และติดตั้งในตำแหน่งสูง ส่วนแอร์แด็มด้านท้ายพร้อมด้วยไฟเลี้ยวแบบ LED ยกมาจากโมเดลถนน บอดี้ด้ายท้ายขยายขึ้นอีก 44 มม. เพื่อให้รับกับล้อที่กว้างขึ้น

เครื่องยนต์บ็อกเซอร์ 6 สูบ ขนาด 3.8 ลิตร เพิ่มความจุขึ้นอีก 200 ซีซี. ให้กำลัง 450 bhp/331 kW (เพิ่มขึ้น 30 bhp) ส่งกำลังด้วยเกียร์แมนนวล 6 สปีดกับน้ำหนักตัวเพียง 1,200 กก. เครื่องยนต์ใช้เหมือนกับในรุ่น 911 GT3 RS และมีรอบเครื่องยนต์สูงสุด 8,500 รอบต่อนาที ระบบไอเสียพิเศษสำหรับเรซซิ่งมีเครื่องกรองไอเสียเพื่อลดการแพร่ของก๊าซเสียให้ออกมาน้อยที่สุด ซุ้มล้อทั้งหน้าหลังที่กว้างรองรับล้ออัลลอยแบบสามชิ้นขนาด 9.5Jx18 นิ้ว (เดิมใช้ขนาด 9Jx18) ของล้อหน้ากับยางขนาด 24/64-18 ส่วนล้อหลังมากับขนาด 12Jx18 และยาง 27/68-18 และเหล็กกันโคลงทั้งหน้าหลังปรับได้ 7 ระดับ

ภายในเพียบพร้อมมากกว่าเดิม โดยการเพิ่มช่องอากาศที่ด้านบนช่วยให้คนขับรู้สึกสบายขึ้น การควบคุมสำหรับ InfoDisplay จะอยู่ที่พวงมาลัยซึ่งมีสวิทช์อยู่ 6 ตัว พวงมาลัยปรับใกล้-ห่างและระดับความสูงได้เหมือนกับในรถโปรดักชั่น

รุ่นนี้จะส่งมอบให้ลูกค้าได้ในราวปลายเดือนตุลาคมนี้ด้วยราคาค่าตัว 149,850 ยูโรและพร้อมลงล่ารางวัลใน 7 สนามในรายการ Porsche Mobil 1 Supercup ซึ่งไม่เพียงเท่านั้นแต่ยังมีรายการอื่นๆอีกเช่น Porsche Carrera Cup ในเยอรมนี, เอเชีย, ญี่ปุ่นและอิตาลี รวมทั้ง GT3 Cup Challenge ในสหรัฐอเมริกาอีกด้วย





ที่มา : Porsche

วันอาทิตย์ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2552

2010 PORSCHE 911 GT3 RS



ตัวแรงในเวอร์ชั่นถนนซึ่งเซ็ตมาสำหรับกติกาโฮโมโลเกตของรุ่น 911 GT3 และออกแสดงตัวไปในงาน 2009 IAA ที่เพิ่งผ่านมา ซึ่งมันได้ถูกปรับให้มีกำลังมากขึ้น น้ำหนักตัวเบาลง อัตราทดเกียร์ที่ชิดและช่วงล่างไฮท์แสตนดาร์ด

เครื่องยนต์ใช้เหมือนกับ 911 GT3 ขนาด 3.8 ลิตร ซึ่งเข้ามาใช้แทนที่ขนาด 3.6 ลิตร มีกำลัง 450 แรงม้า ส่งกำลังด้วยเกียร์แมนนวล 6 สปีดในอัตราทดที่ชิดกว่าใน 911 GT3 ช่วงล่าง PASM เซ็ตมาเป็นพิเศษสำหรับรุ่นนี้พร้อมด้วยฐานล้อหน้าหลังที่กว้างขึ้นด้วย ส่วนล้อหน้ากว้าง 9 นิ้วใช้ยาง 245/35ZR19 และล้อหลังกว้าง 12 นิ้วกับยาง 325/30ZR19

ปอร์เช่ยังได้โชว์ถึงเทคโนโลยีจากสนามแข่งที่ได้ถ่ายทอดมายังรุ่นนี้ด้วยวิงก์คาร์บอนไฟเบอร์ที่ด้านท้ายขนาดใหญ่พิเศษติดตั้งอยู่บนขาที่ทำจากอะลูมิเนียม ปลายท่อไอเสียคู่น้ำหนักเบาเป็นพิเศษทำจากไททาเนี่ยมและมีออพชั่นเป็นแบตเตอรี่ลิเธี่ยมไอออน ซึ่งช่วยลดน้ำหนักลงได้อีกราว 10 กก.




ที่มา : Porsche

BMW M3 Edition


อีกเวอร์ชั่นใหม่ของ M3 โดยใช้พื้นฐานจาก M3 Coupe มาปรับใหม่ทั้งบอดี้, ภายใน, ล้อและช่วงล่าง สำหรับสีของตัวรถมีออกมาให้เลือกในสีขาว, ดำ, เหลืองและน้ำเงิน เมื่อไปดูที่ฝากระโปรงหน้าจะใช้กระจังหน้าสีดำรวมไปถึงปลายท่อคู่ที่ด้านท้ายด้วย กระจกมองข้างยึดอยู่กับเสากระจกหน้าด้วยขายึดแบบคู่และใช้สีทูโทน

ภายในสุดพิเศษตรงบริเวณคอนโซลกลางและที่วางแขนบริเวณแผงประตูด้วยการใช้สีขาวในรุ่นที่ใช้สีขาวและดำ เบาะนั่งสีดำแตกต่างด้วยตะเข็บสีขาว ส่วนในรุ่นบอดี้เหลืองและน้ำงินจะใช้ตะเข็บสีเดียวกับตัวรถ สำหรับล้ออัลลอยขนาด 19 นิ้วดีไซน์มาเป็นพิเศษ ช่วงล่างสไตล์สปอร์ตถูกลดความสูงลง 10 มม.

เครื่องยนต์ V8 ขนาด 4.0 ลิตรจาก M3 ให้กำลัง 309 kW/420 hp ส่งกำลังผ่านเกียร์แมนนวล 6 สปีดหรืออาจเลือกใช้ออพชั่นเกียร์ M double-clutch กับ Drivelogic ก็ได้ทำให้ได้สมรรถนะที่ดี ทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ในเวลา 4.6 วินาที (ในเกียร์แมนนวล 6 สปีดใช้เวลา 4.8 วินาที)



ที่มา : BMW

VOLVO C30 R-Design


โมเดลใหม่ของ C30 มีชุดเสริมหล่อด้วย R-Design ซึ่งไปโชว์ตัวที่งาน 2009 IAA เช่นกัน โดยสีของบอดี้มีให้เลือกถึง 7 สี ขอบกระจังหน้าและกระจกมองข้างใช้สีเงิน ชุดบอดี้คิทรอบคันเป็นสีเดียวกับตัวรถ ล้อลาย 5 ก้านขนาด 17 นิ้วและมีออพชั่นกับล้อ 18 นิ้วด้วย ด้านท้ายมีสปอยเลอร์อยู่บนแนวหลังคา ท่อไอเสียโครเมี่ยมขนาด 90 มม.

ภายในเล่นแบบสีทูโทน มีสัญลักษณ์ R-Design ที่เบาะหน้า หัวเกียร์มีให้เลือกแบบหนังและอะลูมิเนียม แป้นควบคุมที่เท้าทำจากอะลูมิเนียมและมียางกันลื่น พวงมาลัยสปอร์ตพร้อมโลโก้ R-Design มาตรวัดความเร็วและวัดรอบสีน้ำเงิน

ส่วนการควบคุมรถได้ปรับอัตราทดของพวงมาลัยให้ตอบสนองเร็วขึ้นอีก 10% ชุดคอยล์สปริงของช่วงล่างเพิ่มความแข็งมากขึ้น รวมทั้งช็อคอับที่เข้าขากัน


ที่มา : Volvo

วันพุธที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2552

มาสด้าเริ่มรีไซเคิลกันชน

เทคโนโลยีใหม่ในการรีไซเคิลกันชนของรถยนต์ซึ่งจะช่วยลดปัญหาของขยะที่เกิดจากการใช้งานจนหมดอายุ เป็นการพัฒนาโดยมาสด้าประเทศญี่ปุ่นและเป็นรายแรกของโลก เทคโนโลยีใหม่นี้ทำให้สามารถนำกันชนใช้แล้วแม้จะมาจากจากผู้ผลิตอื่นๆนำมารีไซเคิลเป็นกันชนใหม่ได้โดยทำให้กลายเป็นวัตถุดิบพลาสติกเรซิน เพื่อผลิตเป็นกันชนให้กับรถใหม่ต่อไป

วันอาทิตย์ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2552

การผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงจากขยะพลาสติก (3)

“Pyrolysis” Process จากงานวิจัยกับการพัฒนาสู่โรงงานต้นแบบ

ซึ่งผลการศึกษาพบว่า การหาสภาวะที่เหมาะสมในการผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงจากขยะพลาสติกด้วยกระบวนการไพโรไลซิส ถุงพลาสติกใหม่และขยะพลาสติกจากการฝังกลบ คือใช้อุณหภูมิที่ 350-380 oC เป็นเวลา 2 ชั่วโมงที่ความดันบรรยากาศ

ส่วนสมบัติทางกายภาพของผลิตภัณฑ์น้ำมันเชื้อเพลิงจากขยะพลาสติกฝังกลบและถุงพลาสติกใหม่ ผลการทดสอบน้ำมันนั้นไม่สามารถนำไปใช้งานได้เลยทันที เนื่องจากน้ำมันที่ได้ไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นน้ำมันชนิดใด จึงต้องนำมากลั่นและปรับปรุงคุณภาพเพื่อให้เหมาะสมกับการใช้งาน

สวิทช์ควบคุมเตาไฟฟ้าพร้อมตัวเลขบอกค่าเวลา และอุณหภูมิ



ปั๊มสุญญากาศมีหน้าที่ดูดเอาอากาศภายในขวดแก้วออก

ถังบรรจุไนโตรเจน ใช้เติมไนโตรเจนแทนที่อากาศที่ความดันบรรยากาศ


น้ำมันที่ได้จากขยะใหม่จะมีความใสมาก

หลังผ่านกระบวนการจะเหลือไขในรูปของแข็ง สามารถนำไปผสมทำเป็นเชื้อเพลิงอัดแท่งได้


ตั้งแต่เริ่มกระบวนการ แก๊สจะถูกกักเก็บไว้ในลูกบอลลูน

ปริมาณของเหลวและของแข็งที่ได้จากการไพโรไลซิสถุงพลาสติกใหม่


ปริมาณของเหลวและของแข็งที่ได้จากการไพโรไลซิสขยะพลาสติกฝังกลบ


อย่างไรก็ตามหากเป็นเครื่องยนต์ทางการเกษตรขนาดเล็กน่าจะเหมาะสมกับกระบวนการพื้นฐานนี้ ปัจจุบันประสิทธิภาพการผลิตน้ำมันอยู่ราว 60% ของน้ำหนักขยะ นับว่าเป็นตัวเลขที่สูง หากมีการปรับปรุงเพิ่มเติมให้เหมาะกับการใช้งานในชุมชนก็เยี่ยมเลย

การเปลี่ยนขยะพลาสติกเป็นน้ำมันไม่ใช่เรื่องใหม่ในประเทศอุตสาหกรรมก้าวหน้า แต่สำหรับประเทศไทย นับเป็นก้าวที่สำคัญและควรสนับสนุนจากภาครัฐ และประชาชนทั่วไป

ขอขอบคุณ
ผศ.ดร.สมหมาย ผิวสอาด
คณะวิศวกรรมศาสตร์
คณะวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี

การผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงจากขยะพลาสติก (2)

“Pyrolysis” Process จากงานวิจัยกับการพัฒนาสู่โรงงานต้นแบบ

มาดูขั้นตอนการวิจัย เริ่มจากการเตรียมขยะพลาสติกก่อนทำกระบวนการโดยนำถุงพลาสติกใหม่ชนิดพอลิพรอพิลีน (PP) และพอลิเอทธิลีน (PE) ผสมรวมกันด้วยการตัดให้เป็นชิ้นเล็กๆ ขนาดประมาณ 1x1 เซนติเมตร ปริมาณ 100 กรัม เช่นเดียวกับขยะพลาสติกฝังกลบ (ของจริงจากเทศบาลธัญบุรี) ก็ใช้ชนิดพอลิพรอพิลีน (PP) และพอลิเอทธิลีน (PE) ในปริมาณและขนาดเท่ากับขยะใหม่ แต่ต้องผ่านการทำความสะอาดโดยล้างด้วยน้ำเปล่าแล้วนำมาตากแดดก่อน

จากนั้นทำการทดลองถุงพลาสติกทั้ง 2 กลุ่ม ภายใต้เงื่อนไขเดียวกัน โดยทำการไพโรไลซิสโดยบรรจุพลาสติกที่เตรียมไว้ใส่ลงไปภายในขวดก้นกลม จากนั้นทำสุญญากาศภายในขวด โดยใช้ปั๊มดูดอากาศภายในออก จากนั้นปล่อยไนโตรเจนเข้าไปแทนที่ความดันบรรยากาศ แล้วให้ความร้อนจนขยะพลาสติกหลอมเหลว จนครบ 3 ชั่วโมง เมื่อเสร็จกระบวนการจะได้น้ำมันในรูปของเหลวและแก๊ส ส่วนกากที่เป็นไขอยู่ในรูปของแข็ง


ขยะพลาสติกชนิดต่างๆ ขวดใส (PET), ขวดขุ่น (PE) ฝาขวด (HDPE) เป็นต้น



นำขยะพลาสติกตัดให้มีขนาด 1x1 เซนติเมตร จำนวน 100 กรัม

เตรียมขยะพลาสติกบรรจุลงในขวดแก้วปริมาณ 100 กรัม แล้วดูดอากาศภายในออก แล้วปล่อยไนโตรเจนแทนที่ก่อนให้ความร้อน
ขยะพลายติกจะเริ่มละลายกลายเป็นของเหลวราว 250 องศาเซลเซียส
กระบวนการในโรงงาน Sapporo Plastics Recycle ได้ผลผลิต Light oil 50% Medium oil 7% และ Heavy oil 43%



ส่วนที่สำคัญที่สุดคือ น้ำมัน โดยนำมาทดสอบคุณสมบัติทางกายภาพหลายหัวข้อเช่น ปริมาณธาตุตะกั่ว (Lead Content) ASTM D 3116, การกลั่นตัว (Distillation) ASTM D-86, ปริมาณกำมะถัน (Sulphur Content) ASTM D 129, การกัดกร่อนทองแดง (Copper Test) ASTM D 93, จุดวาบไฟ (Flash Point) ASTM D56/ASTM D-93 และความถ่วงจำเพาะ (Specific Gravity at 15.6/15.6 องศาเซลเซียส) ASTM D 1298 เป็นต้น
ขอขอบคุณ
ผศ.ดร.สมหมาย ผิวสอาด
คณะวิศวกรรมศาสตร์
คณะวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี

การผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงจากขยะพลาสติก (1)

“Pyrolysis” Process จากงานวิจัยกับการพัฒนาสู่โรงงานต้นแบบ

ขยะพลาสติกวันนี้มีค่ากว่าที่คุณคิด ไม่ใช่เพียงแค่นำไปชั่งขายกิโลละไม่กี่บาท แต่สามารถนำมาผลิตเป็นน้ำมันเชื้อเพลิงได้ คิดดูสิ..! หากเป็นได้จริง นอกจากจะประหยัดเงินซื้อน้ำมันมาเติมแล้ว ยังช่วยลดปริมาณขยะลงได้แน่นอน นั่นหมายถึงไม่ต้องเสียเงินกำจัดขยะพวกนี้ แถมรถจะไม่ติดแหง็ก เวลาฝนตกเพราะท่อระบายน้ำกทม. ไม่ตัน เรื่องจริง แต่ที่สำคัญกว่านั้น เราและผู้รับผิดชอบมีการคัดแยกขยะดีแล้วหรือยัง???

คงไม่ต้องสาธยายถึงปัญหาขยะพลาสติกให้มาก เพราะส่งผลกระทบมากมายอย่างที่รู้ๆกัน การแก้ปัญหาเฉพาะหน้ามักนิยมนำไปฝังกลบหรือเผาทำลาย เพราะทำง่ายแต่กลับเป็นการสร้างผลกระทบต่อสภาพแวดล้อม และส่งผลร้ายต่อร่างกายคนเราโดยไม่รู้ตัว แม้ปัจจุบันมีความตื่นตัวนำขยะรีไซเคิลมาใช้ซ้ำ หรือนำไปแปรรูปใหม่ แต่ด้วยคุณสมบัติของพลาสติกแต่ละชนิดก็ยังมีข้อจำกัดหลายอย่าง และเมื่อเทียบกับปริมาณขยะพลาสติกที่เพิ่มปริมาณขึ้นทุกปีแล้ว เทียบกันไม่ได้เลย

ประเทศญี่ปุ่นมีระบบคัดแยกที่มีประสิทธิภาพสูงจากถังขยะผ่านขั้นตอนการแยก และอัดให้เป็นก้อนแยกเป็น ขนาดเล็ก และขนาดใหญ่ ซึ่งก้อนเล็กมีขนาด 0.6x0.4x0.3 เมตร และ 0.6x0.4x0.6 เมตร ส่วนก้อนใหญ่ มีขนาด 1x1x1 เมตร

ทีมวิจัยเดินทางศึกษาดูงานที่ Sapporo Plastics Recycle Co,.Ltd. ประเทศญี่ปุ่น

ผศ.ดร.สมหมาย ผิวสอาด คณบดี คณะวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี

เป็นโอกาสอันดีที่ทีมงานของเราได้พบทีมนักวิจัยไทยที่ค้นคว้าหัวข้อ "การผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงจากขยะพลาสติก" ได้ผลเป็นที่น่าพอใจ สามารถนำไปต่อยอดการพัฒนาสู่การสร้างโรงงานต้นแบบในอนาคต ซึ่งไม่ไกลเกินไปโดยได้รับความร่วมมือจากบริษัท Toshiba Corporation ประเทศญี่ปุ่น

วิธีการเปลี่ยนผลิตภัณฑ์พลาสติกที่ใช้แล้ว หรือขยะพลาสติกให้เป็นของเหลวเรียกว่า ลิควิแฟกชั่น (Liquefaction) เป็นวิธีไพโรไลซิส (Pyrolysis) ที่ใช้ความร้อนสูงภายใต้สุญญากาศและใช้คาตะลิสต์ เพื่อช่วยให้สารแยกตัวเป็นของเหลวได้ง่ายขึ้น นอกจากของเหลวแล้วยังเหลือกากคาร์บอนในรูปของแข็ง สามารถใช้เป็นเชื้อเพลิงได้ อีกส่วนเป็นแก๊สที่เกิดขึ้นจากกระบวนการไพโรไลซิส คือ ก๊าซไฮโดรคาร์บอน ประกอบด้วย แก๊สมีเทน, อีเทน, โพรเพน, บิวเทน เป็นต้น

In Fact: WASTE
ขยะพลาสติกเป็นปัญหาที่สำคัญในปัจจุบันที่นับวันยิ่งเพิ่มจำนวนมากขึ้นทุกปี การกำจัดขยะพลาสติกที่ดำเนินการอยู่ได้แก่ การฝังกลบ การเผาทำลาย และการนำกลับมาใช้ใหม่ การฝังกลบเป็นวิธีที่สะดวกแต่มีผลเสียต่อสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้พลาสติกประเภทบรรจุภัณฑ์ที่ผลิตจากพลาสติกชนิดพอลิเอทธิลีน (PE) พอลิพรอพิลีน (PP) พอลิสไตรีน (PS) หรือพอลิไวนิลคลอไรด์ (PVC) เป็นพลาสติกที่ถูกย่อยสลายได้ยาก จึงทับถมอยู่ในดินและนับวันยิ่งมีปริมาณมากขึ้นตามปริมาณการใช้พลาสติกส่วนการเผาขยะพลาสติกก่อให้เกิดมลภาวะและเป็นอันตรายอย่างมาก

ขอขอบคุณ
ผศ.ดร.สมหมาย ผิวสอาด
คณะวิศวกรรมศาสตร์
คณะวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี