วันเสาร์ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2555

Virgin Oceanic ความท้ายทายครั้งใหม่กับโลกใต้ทะเล


เวอร์จิ้นกรุ๊ปกับความพยายามครั้งใหม่ที่ท้าทายไม่แพ้การเดินทางไปอวกาศ โดยโครงการใหม่ล่าสุดเป็นการสำรวจลงไปใต้มหาสมุทรลึกที่สุดของโลก 5 แห่ง

ริชาร์ด แบรนสันเจ้าของเวอร์จิ้นกรุ๊ป มหาเศรษฐีชาวอังกฤษ กับโครงการใหม่ในการสำรวจใต้มหาสมุทร หลังจากประสบความสำเร็จมาแล้วกับสายการบินเวอร์จิ้นแอตแลนติก และการเดินทางท่องเที่ยวในอวกาศในโครงการเวอร์จิ้นกาแล็กติก


สำหรับโครงการใหม่จะเป็นการสำรวจใต้มหาสมุทรในชื่อ เวอร์จิ้นโอเชี่ยนนิก ซึ่งเป็นการสำรวจร่องน้ำลึกใต้มหาสมุทรที่ลึกที่สุดในโลกที่มีอยู่ 5 แห่งภายใน 2 ปีข้างหน้านี้ โดยใช้เรือดำน้ำขนาด 5.5 เมตร ที่สร้างขึ้นมาเพื่อโครงการนี้โดยเฉพาะ การสำรวจนี้จะมีขึ้นที่ร่องน้ำมาเรียน่า ซึ่งอยู่ใกล้กับประเทศฟิลิปปินส์, ร่องน้ำเปอโตริโกในมหาสมุทรแอตแลนติก, ร่องน้ำมอลลอยดีพ ในมหาสมุทรอาร์คติก และร่องน้ำเซ้าท์แซนด์วิช ในมหาสมุทรอินเดีย

การลงไปสำรวจในครั้งนี้แบรนสันจะร่วมเดินทางไปด้วย พร้อมกับมีทีมงานถ่ายทำสารคดีของบีบีซี ซึ่งจะนำข้อมูลและภาพความละเอียดสูงสำหรับการผลิตสารคดีเพื่อออกเผยแพร่ให้กับผู้ชมทั่วโลก และในอนาคตอาจทำเป็นธุรกิจท่องเที่ยวให้กับผู้ที่สนใจเที่ยวชมโลกใต้ทะเลลึกอีกด้วย

ที่มา : Virgin Oceanic

Goodyear พัฒนายางใหม่ในการสำรวจอวกาศ

กู๊ดเยียร์แสดงผลงานในการพัฒนายางรุ่นใหม่เรียกว่า 'Spring Tire' เพื่อการใช้งานที่ทนต่อสภาพแวดล้อมที่รุนแรงบนดวงจันทร์หรือบนพื้นที่โหดร้ายที่สุดบนโลก

ยางรุ่นใหม่เป็นพัฒนาร่วมกับระหว่างกู๊ดเยียร์และนาซ่า เป็นการแสดงให้เห็นถึงแนวคิดของยางในอนาคตที่สามารถนำไปใช้งานได้ในสภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้ออำนวยต่อการใช้งานปกติ ยางชนิดใหม่นี้ออกแบบให้สามารถรับน้ำหนักได้มากขึ้นและเดินทางได้ไกลขึ้นกว่ายางแบบเดิมที่เคยใช้กับยาน Apollo Lunar Roving Vehicle หรือ LRV ซึ่งกู๊ดเยียร์ได้ช่วยในการออกแบบและผลิตในปี 1971 ยางชนิดใหม่ที่ไม่มีลมยางนี้อาจทำให้เกิดการสำรวจดวงจันทร์ในวงกว้างมากขึ้นและอาจจะช่วยให้ยานพาหนะสามารถเดินทางสำรวจไปยังสถานที่ในโลกที่ยังไม่เคยมียางชนิดใดสามารถผ่านไปได้

ยางชนิดใหม่มีความคงทนและมีประสิทธิภาพสูง โดยการออกแบบสปริงให้ทนแรงได้สูง พลังงานทั้งหมดที่ทำให้ยางเสียรูปทรงจะถูกส่งกลับมาเมื่อสปริงคืนตัวและจะไม่มีความร้อนแบบยางที่ใช้ลม และยางที่ใช้ลมเมื่อมีการกระแทกอย่างหนักอาจทำให้ยางรั่วได้ รวมทั้งยางแบบใช้ลมยังมีประโยชน์น้อยบนดวงจันทร์ เนื่องจากอุณหภูมิที่ร้อนและเย็นรวมทั้งรังสีจากดวงอาทิตย์ที่ไม่มีการกรองจะทำให้ยางเสื่อมได้ง่าย

ที่มา : Goodyear

Bimota DB10 Bimotard and DB9 Brivido

บิโมต้านำสองรุ่นใหม่ออกมาแสดงตัวหลังจากที่ห่างหายไปนานและทั้งสองรุ่นนี้ยังไม่มีการกำหนดราคารวมทั้งช่วงเวลาที่จะจำหน่าย ซึ่งคงต้องติดตามกันต่อไป

ในรุ่น DB10 Bimotard ใช้เครื่องยนต์แบบวี-ทวิน ขนาด 1,078 ซีซี. ระบายความร้อนด้วยอากาศ มีกำลัง 98 แรงม้า ที่ 7,500 รอบต่อนาที ใช้เฟรมแบบนั่งร้านผสมกับชิ้นส่วนอะลูมิเนียม ใช้ชอคอับหน้าขนาด 50 มม.ของ Marzocchi ระบบเบรกคุณภาพสูงด้วยคาลิเปอร์แบบ 4 ลูกสูบจากเบรมโบ้และจานดิสก์ขนาด 320 มม.

ส่วนในรุ่น DB9 Brivido ใช้เครื่องยนต์วี-ทวินขนาด 1,198 ซีซี. ระบายความร้อนด้วยน้ำ มีกำลัง 162 แรงม้า ที่ 9,500 รอบต่อนาที ใช้ชอคอับหน้าขนาด 43 มม.ของ Marzocchi และเบรกจากเบรมโบ้



ที่มา : Bimota


2012 Moto Guzzi V7

โมเดล V7 เป็นสไตล์คลาสสิกและใช้เครื่องยนต์ที่ดูโบราณแบบวี-ทวิน ระบายความด้วยอากาศ มีความจุกระบอกสูบ 750 ซีซี. แต่ให้สมรรถนะที่ดี สำหรับโมเดลปี 2012 ทางเพียตจิโอ้ได้เพิ่มสมรรถนะให้กับรุ่นนี้ด้วยการออกแบบเครื่องยนต์ใหม่ โดยเพิ่มแรงอัด, ปรับปรุงระบบหัวฉีดและระบบควบคุมเครื่องยนต์ นอกจากนี้เครื่องยนต์ยังมีการปรับชิ้นส่วนใหม่หรือแม้กระทั่งออกแบบใหม่อีกกว่า 70% ของชิ้นส่วนเครื่องยนต์ทั้งหมด

ผลของการเปลี่ยนแปลงเครื่องยนต์ในครั้งนี้ทำให้ได้แรงม้าเพิ่มขึ้นอีก 12% (อยู่ที่ 51 แรงม้า) และแรงบิดเพิ่มขึ้นอีก 10% (อยู่ที่ 43 ฟุต-ปอนด์) รวมทั้งยังมีการปรับปรุงที่สำคัญในการลดอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงและการลดค่าไอเสียให้ต่ำลง
ที่มา : Moto Guzzi

2012 Honda NC700X

ฮอนด้าอเมริกานำรุ่น NC700X ออกโชว์ตัวในงานที่นิวยอร์คและยังเป็นครั้งแรกที่รุ่นนี้มีการออกแบบสำหรับตลาดสหรัฐอเมริกาโดยเฉพาะและมีกำหนดขึ้นโชว์รูมในช่วงไตรมาสที่สองนี้

ในรุ่น NC700X เป็นหนึ่งในสามรุ่นของ NC700 ซึ่งเพิ่งออกโชว์ตัวไปเมื่อปลายปีที่แล้วในงาน EICMA Bike Show เมืองมิลาน ประเทศอิตาลี ทั้งสามรุ่นใช้เครื่องยนต์ที่พัฒนาใหม่เป็นแบบ 2 สูบเรียง SOHC 8 วาล์ว มีความจุกระบอกสูบ 670 ซีซี. ระบายความร้อนด้วยน้ำ จ่ายเชื้อเพลิงด้วยระบบหัวฉีด PGM-FI และมีชุดเพลาบาล้านช์เพื่อช่วยให้เครื่องยนต์ทำงานนิ่มนวล
การส่งกำลังของรุ่น NC700 ใช้เทคโนโลยี DCT หรือ Dual Clutch Transmission ซึ่งได้นำมาใช้เป็นครั้งแรกก่อนหน้านี้ในปี 2010 ในรุ่น VFR1200F โดยระบบ DCT ที่ใช้อยู่ในรุ่น NC700 จะมีการทำงานแบ่งเป็น 3 โหมดคือ sporty S และ standard D ซึ่งเป็นระบบอัตโนมัติและโหมด MT สำหรับผู้ที่ต้องการชิฟท์เกียร์เองโดยผ่านสวิทช์กดปุ่ม นอกจากนี้ยังมีรุ่นที่ใช้เกียร์ 6 สปีดให้เลือกอีกด้วย

เฟรมแบบ “diamond-shape” ทำจากเหล็กให้ความแข็งแรงสูง ชอคอับหน้าใช้ขนาด 41 มม. ส่วนด้านหลังเป็นแบบ Pro-Link และมีออพชั่นสำหรับปรับช่วงล่างด้านหลังให้มีระยะยุบตัวเพิ่มขึ้นกว่าปกติได้ ส่วนการขับเคลื่อนที่ล้อหลังใช้โซ่และใช้ล้อขนาด 17 นิ้ว ทางด้านระบบเบรกวางใจกับของนิสซินกับดิสก์จานเดี่ยวที่ด้านหน้าขนาด 320 มม.และดิสก์หลังขนาด 240 มม. พร้อมกับมีออพชั่นด้วยระบบเบรก C-ABS

ถังน้ำมันขนาดใหญ่สามารถเดินทางได้เป็นระยะทางราว 385 กม. และเพื่อตอบสนองนักเดินทางฮอนด้ายังมีกล่องเก็บของด้านท้าย โดยกล่องตรงกลางมีความจุ 45 ลิตรและด้านข้างมีความจุ 29 ลิตร พร้อมด้วยการ์ดกันกระแทกบริเวณเครื่องยนต์, ไฟตัดหมอกแบบ LED, ปลอกแฮนด์ทำความร้อน, จุดต่อไฟ 12 โวลต์และขาตั้งกลาง

สำหรับในประเทศไทยทางผู้จำหน่ายคือ เอ.พี.ฮอนด้า ตั้งราคาเอาไว้ที่ 451,000 บาท


 
Resources : Honda
Video : 

ทีม Motul Honda แนะนำตัวแข่งเอนดูร้านช์

ทีม Honda TT Legends ได้มีการลงนามกับ Motul บริษัทในฝรั่งเศส ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ผลิตน้ำมันหล่อลื่นชั้นนำของยุโรป โดยทาง Motul จะให้การสนับสนุนทีมแข่ง Honda TT Legends สำหรับการลงแข่งขันในรายการ World Endurance Championship

2012 Aprilia RSV4 WSBK ตัวแข่งซูเปอร์ไบค์ปีนี้

เอพริเลียแนะนำตัวแข่งซูเปอร์ไบค์สำหรับฤดูกาลปี 2012 พร้อมด้วยนักแข่งในทีมอีก 2 คนคือ Maxi Biaggi เจ้าของแชมป์โลกซูเปอร์ไบค์ในปี 2010 และเมื่อฤดูกาลที่ผ่านมาได้อันดับที่ 3 ส่วนอีกคนคือ Eugene Laverty

Biaggi ได้ให้ความเห็นว่า ตัวแข่งซูเปอร์ไบค์ RSV4 กับเขาไปกันได้ดีและรวมกันเป็นหนึ่งเดียวกัน แต่คู่แข่งทั้งดูคาตี้และฮอนด้าจะเป็นคู่แข่งที่ยากพอสมควร รวมทั้งบีเอ็มดับเบิลยูและคาวาซากิด้วย แต่เขาก็จะไม่ประมาท ส่วน Laverty กล่าวว่าซูเปอร์ไบค์คันนี้มีสมรรถนะสูง ซึ่งเรากำลังพูดถึงกำลังกว่า 200 แรงม้าและต้องใช้ความสามารถในการขับขี่สูงสุด และถ้าทุกอย่างราบรื่นผมคิดว่าปีนี้จะสร้างความพึงพอใจที่ดี แต่ตอนนี้ยังเร็วเกินไปสำหรับการคาดการณ์

ตัวแข่งซูเปอร์ไบค์ Aprilia RSV4 ใช้เครื่องยนต์ V-4 สูบ DOHC 4 จังหวะ 16 วาล์ว มีความจุกระบอกสูบ 999 ซีซี. ให้กำลังได้สูงสุด 220 แรงม้า และมีรอบสูงสุด 15,000 รอบต่อนาที

ที่มา : Aprilia

ประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของผลประกอบการปอร์เช่ เอจี ปี 2011

ปอร์เช่ เอจี สรุปผลตัวเลขปี 2011 แล้วด้วยยอดขาย ผลประกอบการ และกำไรจากการดำเนินงานที่สูง จนถือได้ว่าเป็นการสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับปอร์เช่อีกครั้ง ซึ่งปอร์เช่โรงงานผลิตรถสปอร์ตนี้ได้เติบโตอย่างต่อเนื่องเพราะการผลิตรถยนต์รุ่นใหม่ๆ ที่เต็มไปด้วยประสิทธิภาพชั้นดีเยี่ยมออกมาตลอดเวลาและการดำเนินงานที่เป็นระบบบนเป้าหมาย “Strategy 2018” อีกด้วย

ยอดขายของปอร์เช่เติบโตขึ้นถึง 21% ด้วยยอดขายถึง 116,978 คันทั่วโลกในปีที่ผ่านมา ผลประกอบการสูงถึง 10.9 พันล้านยูโรซึ่งถือได้ว่าเพิ่มมากขึ้น 18% หากเทียบกับปี 2010 ผลกำไรจากการดำเนินงานสูงถึง 2.05 พันล้านยูโรซึ่งมากกว่าปี 2010 ที่ทำได้ 1.67 พันล้านยูโร ซึ่งหมายถึงผลกำไรจากการดำเนินงานที่สูงกว่าเดิมถึง 22% และมีผลตอบแทนจากการขายที่สูงขึ้น 18.7% และหากเทียบกับปีก่อนหน้าจะพบว่าโรงงานรถสปอร์ตอย่างปอร์เช่นี้ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากด้วยงบกระแสเงินสดที่สูงขึ้น 17% โดยเพิ่มขึ้นถึง 2.4 พันล้านยูโรเลยทีเดียว
Matthias Müller ประธานบริหารและผู้บริหารระดับสูงกล่าวว่า “ปี 2011 สำหรับปอร์เช่แล้วคือปีที่ประสบความสำเร็จทางด้านการเงินมากที่สุด และต้องจารึกไว้เป็นบันทึกหน้าใหม่ของบริษัทเลยทีเดียว ความสำเร็จนี้ไม่ใช่แค่เพียงยอดขายที่ล้นหลาม ยังรวมถึงผลประกอบการและกำไรจากการดำเนินงานด้วยเช่นเดียวกัน” Matthias Müller ยังได้กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า “เราได้สร้างมาตรฐานใหม่ให้กับวงการรถสปอร์ตด้วยรถยนต์รุ่นใหม่ๆ จากแบรนด์ของเราที่ออกมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งได้สร้างความชื่นชอบให้แก่ลูกค้าของเราทั่วโลก และด้วยยอดของความต้องการที่สูงในปีที่ผ่านมาทำให้โรงงานผลิตรถของเรานั้นกำไรมากที่สุดในโลกอีกด้วย”

Lutz Meschke ผู้บริหารระดับสูงฝ่ายการเงินจากปอร์เช่ เอจีได้เน้นย้ำให้เห็นถึงสิ่งที่โรงงานผลิตรถสปอร์ตที่เปี่ยมไปด้วยคุณภาพนี้ไว้ว่า “ปอร์เช่สามารถเพิ่มผลตอบแทนจากยอดขายและกระแสเงินสดในปี 2011 อีกครั้ง ผลลัพธ์ที่ได้นี้ทำให้เรามองเห็นทางสำหรับกลยุทธ์การสร้างความเติบโต และงานที่สำคัญอีกหนึ่งงานของกลยุทธ์ปี 2018 ของเราคือการขจัดหนี้สินภาระต่างๆ ของธุรกิจให้หมดไป เพื่อการวางแผนการเจริญเติบโตของธุรกิจที่ยั่งยืนของเรา”

ปอร์เช่ได้ตั้งเป้าทางธุรกิจไว้ซึ่งเรียกว่า “Strategy 2018” ที่ต้องมีผลตอบแทนทางการขายอย่างน้อย 15% และทำให้ปอร์เช่เป็นโรงงานผลิตรถที่มีกำไรมากที่สุด ปอร์เช่สร้างความตื่นเต้นให้ลูกค้าเสมอด้วยสินค้าที่ดีเยี่ยม โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์และให้ประสบการณ์ที่ดีสำหรับการเป็นเจ้าของ ที่สำคัญปอร์เช่มีพนักงานที่เป็นเลิศ และมีคู่ค้าทางธุรกิจที่มั่นคงนั่นเอง ปอร์เช่หมายมั่นว่าภายในปี 2018 ปอร์เช่ต้องสามารถสร้างยอดขายได้เกิน 200,000 คัน และเพื่อให้เป้าหมายนี่ประสบผลสำเร็จ ปอร์เช่จึงลงทุนและสร้างรถยนต์รุ่นใหม่ๆ ออกมาเพื่อเป็นทางเลือกให้ลูกค้ามากขึ้น และสำหรับปี 2012 จะได้พบกับบ็อกซเตอร์ (Boxster) ใหม่ล่าสุดและเคย์แมน (Cayman) ใหม่ล่าสุดเช่นกัน และยังมีการแนะนำให้รู้จักกับรถสปอร์ตอเนกประสงค์น้องใหม่อย่างมาคันร์ (Macan) ที่จะทำการผลิตที่โรงงานไลพ์ซิกด้วยเช่นกัน
ปีที่ผ่านมาปอร์เช่ของเราสามารถส่งมอบรถยนต์รุ่นต่างๆ ทั่วโลก ตั้งแต่ 911 คาร์เรร่า (911 Carrera), บ็อกซเตอร์ (Boxster), เคย์แมน (Cayman), คาเยนน์ (Cayenne) และพานาเมร่า (Panamera) ไปได้ถึง 118,868 คัน หากเปรียบเทียบกับปีก่อนหน้าจะพบว่ามีการเจริญเติบโตถึง 22% เนื่องจากความต้องการที่ล้นหลามในประเทศจีน สหรัฐอเมริกา รัสเซีย และแน่นอนในตลาดของเยอรมนีเอง ระหว่างเดือนมกราคมถึงเดือนธันวาคมของปีที่แล้ว ปอร์เช่ผลิตรถยนต์ได้มากถึง 127,793 คัน ถือได้ว่าเป็นกำลังการผลิตที่เพิ่มมากขึ้นถึง 34% หากเทียบกับระยะเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า เพียงแค่โรงงานผลิตที่ไลพ์ซิกอย่างเดียวที่ทำการผลิตรุ่นพานาเมร่า (Panamera) รถสปอร์ตซาลูนและคาเยนน์ (Cayenne) รถสปอร์ตอเนกประสงค์ สามารถผลิตรถได้เพิ่มมากขึ้นกว่าครึ่ง หากเทียบกับปีก่อนหน้าและ ปอร์เช่ยังเพิ่มกำลังการผลิตโดยการเปิดสายการผลิตที่ 3 ซึ่งเริ่มตั้งแต่เดือนมกราคม 2012 เป็นต้นไปเพื่อการผลิตที่เพิ่มมากขึ้นอีกด้วย

การเจริญเติบโตของยอดขายทำให้ปอร์เช่สามารถสร้างงานได้มากขึ้น พนักงานของปอร์เช่ในปัจจุบัน (นับจากวันที่ 31 ธันวาคม 2011) สูงถึง 15,307 อัตรา ถือได้ว่ามากกว่าปี 2010 ถึง 16% และยังมีแผนที่จะเพิ่มกำลังคนให้ถึง 20,000 อัตราภายในปี 2018 อีกด้วย ซึ่งปอร์เช่ เอจี ได้ยึดหลักปีธุรกิจตามหลักปฎิทิน

ที่มา : Porsche