วันพุธที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2552

มาสด้าเริ่มรีไซเคิลกันชน

เทคโนโลยีใหม่ในการรีไซเคิลกันชนของรถยนต์ซึ่งจะช่วยลดปัญหาของขยะที่เกิดจากการใช้งานจนหมดอายุ เป็นการพัฒนาโดยมาสด้าประเทศญี่ปุ่นและเป็นรายแรกของโลก เทคโนโลยีใหม่นี้ทำให้สามารถนำกันชนใช้แล้วแม้จะมาจากจากผู้ผลิตอื่นๆนำมารีไซเคิลเป็นกันชนใหม่ได้โดยทำให้กลายเป็นวัตถุดิบพลาสติกเรซิน เพื่อผลิตเป็นกันชนให้กับรถใหม่ต่อไป

วันอาทิตย์ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2552

การผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงจากขยะพลาสติก (3)

“Pyrolysis” Process จากงานวิจัยกับการพัฒนาสู่โรงงานต้นแบบ

ซึ่งผลการศึกษาพบว่า การหาสภาวะที่เหมาะสมในการผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงจากขยะพลาสติกด้วยกระบวนการไพโรไลซิส ถุงพลาสติกใหม่และขยะพลาสติกจากการฝังกลบ คือใช้อุณหภูมิที่ 350-380 oC เป็นเวลา 2 ชั่วโมงที่ความดันบรรยากาศ

ส่วนสมบัติทางกายภาพของผลิตภัณฑ์น้ำมันเชื้อเพลิงจากขยะพลาสติกฝังกลบและถุงพลาสติกใหม่ ผลการทดสอบน้ำมันนั้นไม่สามารถนำไปใช้งานได้เลยทันที เนื่องจากน้ำมันที่ได้ไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นน้ำมันชนิดใด จึงต้องนำมากลั่นและปรับปรุงคุณภาพเพื่อให้เหมาะสมกับการใช้งาน

สวิทช์ควบคุมเตาไฟฟ้าพร้อมตัวเลขบอกค่าเวลา และอุณหภูมิ



ปั๊มสุญญากาศมีหน้าที่ดูดเอาอากาศภายในขวดแก้วออก

ถังบรรจุไนโตรเจน ใช้เติมไนโตรเจนแทนที่อากาศที่ความดันบรรยากาศ


น้ำมันที่ได้จากขยะใหม่จะมีความใสมาก

หลังผ่านกระบวนการจะเหลือไขในรูปของแข็ง สามารถนำไปผสมทำเป็นเชื้อเพลิงอัดแท่งได้


ตั้งแต่เริ่มกระบวนการ แก๊สจะถูกกักเก็บไว้ในลูกบอลลูน

ปริมาณของเหลวและของแข็งที่ได้จากการไพโรไลซิสถุงพลาสติกใหม่


ปริมาณของเหลวและของแข็งที่ได้จากการไพโรไลซิสขยะพลาสติกฝังกลบ


อย่างไรก็ตามหากเป็นเครื่องยนต์ทางการเกษตรขนาดเล็กน่าจะเหมาะสมกับกระบวนการพื้นฐานนี้ ปัจจุบันประสิทธิภาพการผลิตน้ำมันอยู่ราว 60% ของน้ำหนักขยะ นับว่าเป็นตัวเลขที่สูง หากมีการปรับปรุงเพิ่มเติมให้เหมาะกับการใช้งานในชุมชนก็เยี่ยมเลย

การเปลี่ยนขยะพลาสติกเป็นน้ำมันไม่ใช่เรื่องใหม่ในประเทศอุตสาหกรรมก้าวหน้า แต่สำหรับประเทศไทย นับเป็นก้าวที่สำคัญและควรสนับสนุนจากภาครัฐ และประชาชนทั่วไป

ขอขอบคุณ
ผศ.ดร.สมหมาย ผิวสอาด
คณะวิศวกรรมศาสตร์
คณะวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี

การผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงจากขยะพลาสติก (2)

“Pyrolysis” Process จากงานวิจัยกับการพัฒนาสู่โรงงานต้นแบบ

มาดูขั้นตอนการวิจัย เริ่มจากการเตรียมขยะพลาสติกก่อนทำกระบวนการโดยนำถุงพลาสติกใหม่ชนิดพอลิพรอพิลีน (PP) และพอลิเอทธิลีน (PE) ผสมรวมกันด้วยการตัดให้เป็นชิ้นเล็กๆ ขนาดประมาณ 1x1 เซนติเมตร ปริมาณ 100 กรัม เช่นเดียวกับขยะพลาสติกฝังกลบ (ของจริงจากเทศบาลธัญบุรี) ก็ใช้ชนิดพอลิพรอพิลีน (PP) และพอลิเอทธิลีน (PE) ในปริมาณและขนาดเท่ากับขยะใหม่ แต่ต้องผ่านการทำความสะอาดโดยล้างด้วยน้ำเปล่าแล้วนำมาตากแดดก่อน

จากนั้นทำการทดลองถุงพลาสติกทั้ง 2 กลุ่ม ภายใต้เงื่อนไขเดียวกัน โดยทำการไพโรไลซิสโดยบรรจุพลาสติกที่เตรียมไว้ใส่ลงไปภายในขวดก้นกลม จากนั้นทำสุญญากาศภายในขวด โดยใช้ปั๊มดูดอากาศภายในออก จากนั้นปล่อยไนโตรเจนเข้าไปแทนที่ความดันบรรยากาศ แล้วให้ความร้อนจนขยะพลาสติกหลอมเหลว จนครบ 3 ชั่วโมง เมื่อเสร็จกระบวนการจะได้น้ำมันในรูปของเหลวและแก๊ส ส่วนกากที่เป็นไขอยู่ในรูปของแข็ง


ขยะพลาสติกชนิดต่างๆ ขวดใส (PET), ขวดขุ่น (PE) ฝาขวด (HDPE) เป็นต้น



นำขยะพลาสติกตัดให้มีขนาด 1x1 เซนติเมตร จำนวน 100 กรัม

เตรียมขยะพลาสติกบรรจุลงในขวดแก้วปริมาณ 100 กรัม แล้วดูดอากาศภายในออก แล้วปล่อยไนโตรเจนแทนที่ก่อนให้ความร้อน
ขยะพลายติกจะเริ่มละลายกลายเป็นของเหลวราว 250 องศาเซลเซียส
กระบวนการในโรงงาน Sapporo Plastics Recycle ได้ผลผลิต Light oil 50% Medium oil 7% และ Heavy oil 43%



ส่วนที่สำคัญที่สุดคือ น้ำมัน โดยนำมาทดสอบคุณสมบัติทางกายภาพหลายหัวข้อเช่น ปริมาณธาตุตะกั่ว (Lead Content) ASTM D 3116, การกลั่นตัว (Distillation) ASTM D-86, ปริมาณกำมะถัน (Sulphur Content) ASTM D 129, การกัดกร่อนทองแดง (Copper Test) ASTM D 93, จุดวาบไฟ (Flash Point) ASTM D56/ASTM D-93 และความถ่วงจำเพาะ (Specific Gravity at 15.6/15.6 องศาเซลเซียส) ASTM D 1298 เป็นต้น
ขอขอบคุณ
ผศ.ดร.สมหมาย ผิวสอาด
คณะวิศวกรรมศาสตร์
คณะวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี

การผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงจากขยะพลาสติก (1)

“Pyrolysis” Process จากงานวิจัยกับการพัฒนาสู่โรงงานต้นแบบ

ขยะพลาสติกวันนี้มีค่ากว่าที่คุณคิด ไม่ใช่เพียงแค่นำไปชั่งขายกิโลละไม่กี่บาท แต่สามารถนำมาผลิตเป็นน้ำมันเชื้อเพลิงได้ คิดดูสิ..! หากเป็นได้จริง นอกจากจะประหยัดเงินซื้อน้ำมันมาเติมแล้ว ยังช่วยลดปริมาณขยะลงได้แน่นอน นั่นหมายถึงไม่ต้องเสียเงินกำจัดขยะพวกนี้ แถมรถจะไม่ติดแหง็ก เวลาฝนตกเพราะท่อระบายน้ำกทม. ไม่ตัน เรื่องจริง แต่ที่สำคัญกว่านั้น เราและผู้รับผิดชอบมีการคัดแยกขยะดีแล้วหรือยัง???

คงไม่ต้องสาธยายถึงปัญหาขยะพลาสติกให้มาก เพราะส่งผลกระทบมากมายอย่างที่รู้ๆกัน การแก้ปัญหาเฉพาะหน้ามักนิยมนำไปฝังกลบหรือเผาทำลาย เพราะทำง่ายแต่กลับเป็นการสร้างผลกระทบต่อสภาพแวดล้อม และส่งผลร้ายต่อร่างกายคนเราโดยไม่รู้ตัว แม้ปัจจุบันมีความตื่นตัวนำขยะรีไซเคิลมาใช้ซ้ำ หรือนำไปแปรรูปใหม่ แต่ด้วยคุณสมบัติของพลาสติกแต่ละชนิดก็ยังมีข้อจำกัดหลายอย่าง และเมื่อเทียบกับปริมาณขยะพลาสติกที่เพิ่มปริมาณขึ้นทุกปีแล้ว เทียบกันไม่ได้เลย

ประเทศญี่ปุ่นมีระบบคัดแยกที่มีประสิทธิภาพสูงจากถังขยะผ่านขั้นตอนการแยก และอัดให้เป็นก้อนแยกเป็น ขนาดเล็ก และขนาดใหญ่ ซึ่งก้อนเล็กมีขนาด 0.6x0.4x0.3 เมตร และ 0.6x0.4x0.6 เมตร ส่วนก้อนใหญ่ มีขนาด 1x1x1 เมตร

ทีมวิจัยเดินทางศึกษาดูงานที่ Sapporo Plastics Recycle Co,.Ltd. ประเทศญี่ปุ่น

ผศ.ดร.สมหมาย ผิวสอาด คณบดี คณะวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี

เป็นโอกาสอันดีที่ทีมงานของเราได้พบทีมนักวิจัยไทยที่ค้นคว้าหัวข้อ "การผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงจากขยะพลาสติก" ได้ผลเป็นที่น่าพอใจ สามารถนำไปต่อยอดการพัฒนาสู่การสร้างโรงงานต้นแบบในอนาคต ซึ่งไม่ไกลเกินไปโดยได้รับความร่วมมือจากบริษัท Toshiba Corporation ประเทศญี่ปุ่น

วิธีการเปลี่ยนผลิตภัณฑ์พลาสติกที่ใช้แล้ว หรือขยะพลาสติกให้เป็นของเหลวเรียกว่า ลิควิแฟกชั่น (Liquefaction) เป็นวิธีไพโรไลซิส (Pyrolysis) ที่ใช้ความร้อนสูงภายใต้สุญญากาศและใช้คาตะลิสต์ เพื่อช่วยให้สารแยกตัวเป็นของเหลวได้ง่ายขึ้น นอกจากของเหลวแล้วยังเหลือกากคาร์บอนในรูปของแข็ง สามารถใช้เป็นเชื้อเพลิงได้ อีกส่วนเป็นแก๊สที่เกิดขึ้นจากกระบวนการไพโรไลซิส คือ ก๊าซไฮโดรคาร์บอน ประกอบด้วย แก๊สมีเทน, อีเทน, โพรเพน, บิวเทน เป็นต้น

In Fact: WASTE
ขยะพลาสติกเป็นปัญหาที่สำคัญในปัจจุบันที่นับวันยิ่งเพิ่มจำนวนมากขึ้นทุกปี การกำจัดขยะพลาสติกที่ดำเนินการอยู่ได้แก่ การฝังกลบ การเผาทำลาย และการนำกลับมาใช้ใหม่ การฝังกลบเป็นวิธีที่สะดวกแต่มีผลเสียต่อสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้พลาสติกประเภทบรรจุภัณฑ์ที่ผลิตจากพลาสติกชนิดพอลิเอทธิลีน (PE) พอลิพรอพิลีน (PP) พอลิสไตรีน (PS) หรือพอลิไวนิลคลอไรด์ (PVC) เป็นพลาสติกที่ถูกย่อยสลายได้ยาก จึงทับถมอยู่ในดินและนับวันยิ่งมีปริมาณมากขึ้นตามปริมาณการใช้พลาสติกส่วนการเผาขยะพลาสติกก่อให้เกิดมลภาวะและเป็นอันตรายอย่างมาก

ขอขอบคุณ
ผศ.ดร.สมหมาย ผิวสอาด
คณะวิศวกรรมศาสตร์
คณะวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี

วันเสาร์ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2552

FERRARI 458 Italia

เฟอร์รารี่ส่งสปอร์ตตัวใหม่ในรุ่น 458 Italia ออกมาแทนรุ่น F430 จากฝีมือการดีไซน์ของพินินฟารีนา ซึ่งเป็นสำนักออกแบบชื่อดังในอิตาลี โดยสปอร์ตตัวใหม่จะไปอวดโฉมในงานแฟรงค์เฟิร์ตออโต้โชว์ประเทศเยอรมนีในปีนี้
สำหรับชื่อรุ่นของโมเดลใหม่จะมาจากความจุของกระบอกสูบและจำนวนสูบ ดีไซน์ตัวรถให้ความรู้สึกเร้าใจและน่าหลงใหลในทุกมุมมองพร้อมกับได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีมาจากฟอร์มูล่าวันและมีเป้าหมายในการลดแรงเสียดทานของชิ้นส่วนต่างๆในเครื่องยนต์รวมทั้งลดอัตราการสิ้นเปลืองให้ต่ำกว่าในรุ่น F430 ในขณะที่ได้เพิ่มขนาดและกำลังของเครื่องยนต์ให้สูงขึ้น อย่างไรก็ตามประสบการณ์ของเฟอร์รารี่ในสนามแข่งได้ถูกนำมาให้รู้สึกได้ในรุ่นนี้ ซึ่งไม่ใช่เพียงการถ่ายทอดเทคโนโลยีโดยตรงมาเท่านั้น แต่ได้รวมถึงอารมณ์ที่จะได้รับเมื่อได้นั่งอยู่หลังพวงมาลัยซึ่งจะต้องสัมพันธ์กันระหว่างคนขับและรถ ใน 458 Italia จะมากับนวัตกรรมใหม่ของพวงมาลัยและแดชบอร์ดซึ่งเป็นผลงานที่โดยตรงจากสนามแข่ง

ฝีมือการออกแบบของพินินฟารีนามีความสมบูรณ์ลงตัว ทำให้ตัวรถมีขนาดไม่ใหญ่เกินไป รูปทรงเป็นไปตามหลักแอโร่ไดนามิกส์ ตอกย้ำแนวความคิดที่ต้องการให้เรียบง่ายแต่มีประสิทธิภาพสูงและสำหรับรถเฟอร์รารี่ทุกรุ่นจะมีสไตล์ที่ได้ถูกวางแนวทางไว้อย่างชัดเจนสำหรับประสิทธิภาพในด้านของแอโร่ไดนามิกส์ ซึ่งรวมถึงในโมเดลใหม่นี้ด้วยเช่นกันโดยสามารถสร้างแรงกดได้ถึง 140 กก.ที่ความเร็ว 200 กม./ชม. ทางด้านหน้าจะเห็นช่องดักอากาศขนาดใหญ่สองข้างให้อากาศผ่านเข้าไประบายความร้อนหม้อน้ำและใต้พื้นรถจะถูกปิดให้ราบเรียบเพื่อลดการหมุนวนของอากาศ

เครื่องยนต์ใหม่แบบ V8 สูบ ขนาด 4,499 ซีซี. เป็นครั้งแรกที่เฟอร์รารี่ใช้การจ่ายเชื้อเพลิงแบบไดเร็กอินเจ็กชั่น ติดตั้งในตำแหน่งกลาง-ท้ายของตัวรถ ใช้ลูกสูบแบบเดียวกับตัวแข่งให้อัตราส่วนกำลังอัดอยู่ที่ 12.5:1 เพลาข้อเหวี่ยงถูกออกแบบพิเศษ เครื่องยนต์ใหม่ให้กำลังได้ 570 CV ที่ 9,000 รอบต่อนาที ทำให้ได้อัตราส่วนของกำลังที่ดีเยี่ยม 120 CV/ลิตร ซึ่งถือได้ว่าเป็นเกณฑ์มาตรฐานใหม่และไม่ใช่เฉพาะกับเฟอร์รารี่อย่างเดียวเท่านั้นแต่ยังรวมถึงรถอื่นๆในตลาดกลุ่มเดียวกันอีกด้วยและแรงบิด 540 Nm ที่ 6,000 รอบต่อนาที โดยแรงบิดกว่า 80% จะออกมาในรอบตั้งแต่ 3,250 รอบต่อนาที การส่งกำลังใช้เกียร์ dual-cluth 7 สปีด ทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม.ด้วยเวลาแถวๆ 3.3 วินาทีกับท็อปสปีด 325 กม./ชม.

เกียร์ dual-cluth 7 สปีด ช่วยเพิ่มสมรรถนะในขณะที่จะให้การเปลี่ยนเกียร์ที่นุ่มนวลแม้กระทั่งในช่วงกดคันเร่งจนสุด ทางทีมวิศวกรของเฟอร์รารี่ได้พัฒนาอัตราทดของเกียร์ให้เข้ากันกับกำลังและแรงบิดของเครื่องยนต์ใหม่ ทำให้ได้แรงบิดออกมาสูงในรอบเครื่องยนต์ที่ต่ำและให้ความเร็วที่สูงในท็อปเกียร์ ในส่วนของค่าไอเสียจะมีค่า CO2 ออกมา 320 กรัม/กม.และมีอัตราสิ้นเปลือง 13.7 ลิตร/100 กม. ในเรื่องของการลดน้ำหนักเป็นอีกหัวข้อที่ทีมวิศวกรของเฟอร์รารี่ให้ความสำคัญ โดยน้ำหนักตัวของ 458 Italia อยู่ที่ 1,380 กก. มีอัตราส่วนของน้ำหนักต่อกำลัง 2.42 กก./CV มีการกระจายน้ำหนักไปที่เพลาท้าย 58%

สำหรับแชสซีส์ได้ใช้โลหะหลายชนิดเช่นอัลลอยที่ใช้กับอากาศยานและรวมเข้ากับเทคนิคการผลิตอันก้าวหน้า ส่วนช่วงล่างหน้าเป็นแบบปีกนกคู่และด้านหลังแบบมัลติ-ลิงค์พร้อมกับใช้อัตราทดของพวงมาลัยแบบไดเร็ก นอกจากนี้ยังมีระบบ E-Diff และ F1-Trac (ควบคุมโดย ECU) ทำให้ได้อัตราเร่งเมื่อออกจากทางโค้งเร็วขึ้นอีก 32% เมื่อเทียบกับโมเดลเดิม ซึ่งทำงานอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพสูงและ ECU ยังควบคุมการทำงานของระบบเบรก ABS โดยจากความเร็ว 100-0 กม./ชม.ใช้ระยะทาง 32.5 เมตร

BMW X1 (2)

เครื่องยนต์มีออกมาให้เลือกทั้งเบนซินและดีเซล เริ่มจากรุ่น xDrive28i เป็นเครื่อง 6 สูบเรียง ขนาด 2,996 ซีซี. มีเทคโนโลยี VALVETRONIC และ double-VANOS ให้กำลัง 190 kW/258 hp ที่ 6,660 รอบต่อนาทีกับแรงบิด 310 Nm/228 lb-ft ที่ 2,600-3,000 รอบต่อนาที อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม.ทำได้ 6.8 วินาที ท็อปสปีด 205 กม./ชม.และมีออพชั่นเพิ่มท็อปสปีดขึ้นมาที่ 230 กม./ชม.

รุ่น xDrive23d เป็นเครื่องยนต์ดีเซล 4 สูบ ขนาด 1,995 ซีซี.พร้อมเทคโนโลยี BMW TwinPower Turbo และการจ่ายเชื้อเพลิงแบบคอมมอนเรลไดเร็กอินเจ็กชั่น ให้กำลัง 150 kW/204 hp ที่ 4,400 รอบต่อนาทีกับแรงบิด 400 Nm/295 lb-ft ที่ 2,000-2,250 รอบต่อนาที อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม.ทำได้ 7.3 วินาที ท็อปสปีด 205 กม./ชม.และมีออพชั่นเพิ่มท็อปสปีดขึ้นมาที่ 223 กม./ชม.

รุ่น xDrive20d เครื่องยนต์ดีเซล 4 สูบ ขนาด 1,995 ซีซี.กับเทคโนโลยีเทอร์โบ ระบบวาล์วแปรผันและการจ่ายเชื้อเพลิงแบบคอมมอนเรลไดเร็กอินเจ็กชั่น ให้กำลัง 130 kW/177 hp ที่ 4,000 รอบต่อนาทีและแรงบิด 350 Nm/258 lb-ft ที่ 1,750-3,000 รอบต่อนาที อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม.ทำได้ 8.4 วินาที ท็อปสปีด 205 กม./ชม.และมีออพชั่นเพิ่มท็อปสปีดขึ้นมาที่ 213 กม./ชม.

รุ่น sDrive20d ใช้เครื่องยนต์ดีเซล 4 สูบ ขนาด 1,995 ซีซี.พร้อมเทคโนโลยีเทอร์โบ ระบบวาล์วแปรผันและใช้การจ่ายเชื้อเพลิงแบบคอมมอนเรลไดเร็กอินเจ็กชั่น ให้กำลัง 130 kW/177 hp ที่ 4,000 รอบต่อนาทีและแรงบิด 350 Nm/258 lb-ft ที่ 1,750-3,000 รอบต่อนาที อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม.ทำได้ 8.4 วินาที ท็อปสปีด 205 กม./ชม.และมีออพชั่นเพิ่มท็อปสปีดขึ้นมาที่ 218 กม./ชม.

รุ่น xDrive18d ใช้เครื่องยนต์ดีเซล 4 สูบ ขนาด 1,995 ซีซี.พร้อมเทคโนโลยีเทอร์โบ ระบบวาล์วแปรผันและใช้การจ่ายเชื้อเพลิงแบบคอมมอนเรลไดเร็กอินเจ็กชั่น ให้กำลัง 105 kW/143 hp ที่ 4,000 รอบต่อนาทีและแรงบิด 320 Nm/236 lb-ft ที่ 1,750-3,000 รอบต่อนาที อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม.ทำได้ 10.1 วินาที ท็อปสปีด 195 กม./ชม.

รุ่น sDrive18d ใช้เครื่องยนต์ดีเซล 4 สูบ ขนาด 1,995 ซีซี.พร้อมเทคโนโลยีเทอร์โบ ระบบวาล์วแปรผันและใช้การจ่ายเชื้อเพลิงแบบคอมมอนเรลไดเร็กอินเจ็กชั่น ให้กำลัง 105 kW/143 hp ที่ 4,000 รอบต่อนาทีและแรงบิด 320 Nm/236 lb-ft ที่ 1,750-3,000 รอบต่อนาที อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม.ทำได้ 9.6 วินาที ท็อปสปีด 200 กม./ชม.


ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ xDrive ถูกนำมาใช้กับรถในเซกเมนต์นี้เป็นครั้งแรก ซึ่งเป็นการกระจายกำลังไปยังล้อหน้าและหลังแบบแปรผันที่มีประสิทธิภาพสูง โดยจะต่อกับระบบ DSC (Dynamic Stability Control) และระบบจัดการเครื่องยนต์พร้อมกับเซ็นเซอร์ที่ล้อเพื่อตรวจสอบอาการลื่นของล้อแม้เพียงน้อยนิด ระบบอันชาญฉลาดจะจัดการกระจายกำลังในอัตราส่วนที่เหมาะก่อนที่ล้อจะเกิดการลื่น

BMW X1 (1)

บีเอ็มดับเบิลยูขยายตลาดของโมเดล X เข้ามาในตลาดระดับคอมแพ็คท์ โดยยังคงคุณภาพและความหรูหราสะดวกสบายอยู่ในระดับพรีเมี่ยมพร้อมกับบรรจุเทคโนโลยีทันสมัยเอาไว้แบบเดียวกับรุ่นใหญ่ ซึ่งทำให้รถในกลุ่มนี้จะถูกยกมาตรฐานให้สูงขึ้น

บอดี้แบบ 5 ประตูดูสปอร์ตแบบเดียวกับโมเดล X ในรุ่นใหญ่ เส้นสายที่ใช้ตั้งแต่ด้านหน้า, ข้างและท้ายกลมกลืนทันสมัย ขนาดของตัวรถเล็กกว่าทั้งโมเดล X6, X5 และ X3 โดยมีความยาว 4,450 มม. และระยะห่างของฐานล้ออยู่ที่ 2,760 มม. ตรงซุ้มล้อใช้เส้นขอบในทรงเหลี่ยม กระจังหน้ายังคงรูปแบบที่เป็นเอกลักษณ์ของค่ายนี้ ไฟตัดหมอกฝังลึกเข้าไปในชนหน้าและอยู่ในตำแหน่งที่สูง ไฟหน้าออกแบบให้ลดการต้านลม ช่องดักอากาศด้านล่างของกันชนมีขนาดใหญ่และที่ขอบล่างใช้สีเงิน ไฟท้าย LED อยู่ในทรงตัว L และชายล่างของกันชนท้ายใช้สีเงินแบบเดียวกับด้านหน้า ส่วนไฟหน้าเป็นแบบ Bi-xenon

ดีไซน์ของภายในให้อารมณ์ความเป็นสปอร์ตและให้ภาพลักษณ์ในแบบของคนรุ่นใหม่ แผงหน้าปัดออกแบบให้กลมกลืนกับแผงข้างประตูช่วยให้ภายในดูกว้างขึ้นและมาตรวัดดูเรียบๆแต่ง่ายในการอ่านข้อมูล สำหรับคอนโทรลดิสเพลย์ของระบบ iDrive จะอยู่ตรงกลางแดชบอร์ด ตำแหน่งที่นั่งของคนขับที่อยู่สูงทำให้การมองเห็นทัศนวิสัยรอบๆตัวรถชัดเจนขึ้น คอนโซลกลางและแดชบอร์ดถูกดีไซน์มาเป็นพิเศษโดยคอนโซลกลางจะแยกพื้นที่ของฝั่งคนขับและผู้โดยสาร การควบคุมระบบปรับอากาศและเครื่องเสียงได้ออกแบบมุมให้หันหน้าไปทางคนขับเพื่อให้สะดวกในการใช้งาน

เบาะนั่งด้านหลังแยกพับได้ 40/20/40 ปรับพนักพิงหลังได้ 31 องศาและเมื่อปรับพับลงจะเพิ่มพื้นที่บรรทุกของด้านท้ายจาก 420 ลิตรเป็น 490 ลิตร แต่เมื่อพับเบาะหลังลงทั้งหมดจะมีเนื้อที่ให้ใช้งานถึง 1,350 ลิตร ส่วนพนักพิงของเบาะนั่งตรงกลางเมื่อแยกพับลงสามารถจะวางถุงกอล์ฟได้อย่างสบาย

วันศุกร์ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2552

เปอโยต์ 3008 Crossover (3)

ระบบช่วยเหลือในการขับขี่ไฮเทค ใช้งานง่ายซึ่งทำให้การขับขี่มีความปลอดภัยมากขึ้น โดยระบบ Head Up Display ที่อยู่บนกระจกด้านหน้าคนขับจะแสดงข้อมูลของความเร็วที่ใช้ การใช้ครุสคอนโทรลทำให้คนขับไม่จำเป็นต้องละสายตาจากถนน สำหรับระบบ Distance Alert จะใช้ควบคู่กับระบบ Head Up Display และเรดาร์พิเศษที่ติดตั้งอยู่ด้านหน้ารถเพื่อช่วยคนขับในการรักษาระยะห่างจากรถคันหน้า ส่วนระบบ Automatic Electric Parking Brake ช่วยเพิ่มความสะดวกมากขึ้น โดยจะทำงานเมื่อสตาร์ทเครื่องยนต์แล้วและเริ่มกดคันเร่งระบบจะปลดเบรกมือให้โดยอัตโนมัติและเมื่อปิดสวิทช์หยุดการทำงานเครื่องยนต์ระบบจะสั่งให้เบรกมือทำงานโดยอัตโนมัติอีกครั้ง ต่อมาคือระบบ Hill Assist ซึ่งจะให้รถหยุดนิ่งบนทางลาดชันเป็นเวลา 2 วินาทีหลังจากที่คนขับปล่อยเบรกและไปกดที่คันเร่ง ไฟหน้าแบบ Bi-Xenon ให้แสงสีน้ำเงิน-ขาวพร้อมด้วยการปรับระดับไฟหน้าอัตโนมัติเพื่อแก้ไขการมองเห็นทางด้านหน้าในขณะเลี้ยวและระบบ WIP Sound and WIP Plug โดยเป็นระบบเครื่องเสียงประกอบด้วย MP3 เครื่องเล่น CD และจุดต่อตรงบริเวณที่วางแขนสำหรับต่อกับเครื่องเล่นดิจิตอลและสามารถรวมกับออพชั่น Wip Plug เพื่อการควบคุมและการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ดิจิตอลแบบต่างๆโดยใช้พอร์ท USB โดยระบบมีลำโพงอยู่ 6 ตัวคือ ทวิตเตอร์ 2 ตัว, ลำโพงขนาด 165 มม. (15W) จำนวน 2 ตัวและลำโพง (wide band) 165 มม. (15W) อีก 2 ตัว จอดิสเพลย์ขนาด 7 นิ้ว (ความละเอียด 480x234 พิกเซล)

เครื่องยนต์สมรรถนะสูง ประหยัดน้ำมันและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมซึ่งมีออกมาให้เลือกถึง 6 เครื่อง เริ่มจากเครื่องยนต์ดีเซลขนาด 2.0 ลิตร HDi FAP:110 kW (150 bhp) ที่ 3,750 รอบต่อนาทีกับเกียร์แมนนวล 6 สปีดหรือจะเลือกกำลังสูงขึ้นมาที่ 120 kW (163 bhp) ใช้กับเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด (DW10CTED4 ML6C หรือ AM6C) เครื่องยนต์มีความจุกระบอกสูบ 1,997 ซีซี. ให้แรงบิดได้ 340 Nm ที่ 2,000 รอบต่อนาที ซึ่งเปอร์โยต์ได้ออกแบบใหม่ทั้งฝาสูบ, ระบบไอดีไอเสีย, จังหวะการจุดระเบิดและแคร้งเคส สมรรถนะที่ได้มาในระดับมาจากเทอร์โบและปั๊มจ่ายเชื้อเพลิงแรงดันสูงควบคุมด้วยอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งมีแรงดันสูงถึง 2,000 บาร์

เครื่องยนต์ดีเซลขนาด 1.6 ลิตร HDi FAP:80 kW (110 bhp) ที่ 4,000 รอบต่อนาทีกับเกียร์แมนนวล 6 สปีดหรือใช้เกียร์แมนนวลที่ควบคุมด้วยอิเล็กทรอนิกส์ 6 สปีด (DV6TED MCM หรือ MCP) เครื่องยนต์มีความจุกระบอกสูบ 1,560 ซีซี. แรงบิด 240 Nm ที่ 1,750 รอบนาที ใช้ระบบหัวฉีดไดเร็กอินเจ็กชั่นให้แรงดันสูงถึง 1,600 บาร์

ต่อมาเป็นเครื่องยนต์เบนซิน 1.6 ลิตร THP (Turbo High Pressure) 110 kW (150 bhp) ที่ 5,800 รอบต่อนาทีและแรงบิด 240 Nm ที่ 1,400 รอบต่อนาทีใช้กับคู่เกียร์แมนนวล 6 สปีดและอีกเครื่องคือ 1.6 ลิตร VTi Variable Valve Lift and Timing injection):88 kW (120 bhp) ที่ 6,000 รอบต่อนาทีและแรงบิด 160 Nm ที่ 4,250 รอบต่อนาที ส่งกำลังด้วยเกียร์แมนนวล 5 สปีด เครื่องยนต์มีระบบปรับวาล์วไอดีและไอเสียแบบแปรผันรวมทั้งมีระบบยกวาล์วไอดีแบบแปรผันซึ่งรับเทคโนโลยีมาจากระบบ VALVETRONIC ของBMW Group และทุกเครื่องยนต์อยู่ในมาตรฐาน Euro 5